กรณีในโลกออนไลน์ออกมาแฉ หนุ่มรายหนึ่งซึ่งมีผลตรวจพบเชื้อ HIV (เอชไอวี) เมื่อ 4 ปีก่อน แต่กลับไปบริจาคโลหิต โดยอ้างว่า ตัวเองรับประทานยาที่ใช้ในการป้อกงันเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ หรือเพร็พ(PrEP)มาตลอด ทั้งยังอ้างว่ามีการตรวจเลือดทุกถุงก่อนส่งไปยังแต่ละโรงพยาบาล
วันที่ 20 ส.ค.2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รอง โฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า หากผู้ที่ไปบริจาคแล้วมาชักชวนให้คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วยกันไปบริจาคเลือด พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เนื่องจากผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ไม่สามารถบริจาคเลือดได้
หากทำให้ผู้อื่นติดเชื้อ จะเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญา ข้อหาเจตนาฆ่า เนื่องจาก ผู้ที่บริจาคย่อมรู้แก่ใจว่าตนเองติดเชื้อแล้วยังไปบริจาค เท่ากับว่าเป็นการเล็งเห็นผลให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ที่ติดเชื้อจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง