นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคกรรมการบมจ.การบินไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อแผนฟื้นฟูการบินไทยมากสุดขณะนี้คือการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ที่ทำให้สถานการณ์การบินทั่วโลกได้รับผลกระทบทำให้ทำการบินได้ไม่ปกติไม่เว้นแม้แต่การบินไทยที่กำลังอยู่กระบวนการของแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งจะกระทบต่อแผนธุรกิจเดิม เพราะที่ผ่านมาการบินไทยบินเฉพาะเส้นทางระหว่างประเทศดังนั้นจะต้องมีการปรับปรุงเส้นทางการบินใหม่ในช่วงของการระบาดโควิดด้วยการทำการบินในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการทำแผนฟื้นฟูกิจการ
นอกจากนี้จะต้องปรับปรุงหน่วยธุรกิจในการบินไทยแต่ละยูนิตใหม่ เช่นครัวการบินทำอย่างไรที่จะสร้างรายได้เพิ่มเติม แผนกซ่อมบำรุงให้รับงานมากขึ้นโดยส่วนตัวเห็นว่าการบินไทยจะต้องควบรวมกิจการกับสายการบินไทยสมายล์ซึ่งมีผลประกอบการขาดทุน โดยการบินไทยถือหุ้น 100%เพราะการแยกให้บริการทำให้การบินไทยไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้อีกทั้งการบินไทยที่เป็นบริษัทแม่จะต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้นการแบกธุรกิจอื่นๆไหวไหมก็ต้องพิจารณา
"สิ่งสำคัญที่การบินไทยจะต้องปรับปรุงและยกเลิกอย่างเด็ดขาดคือระบบเอเยนต์ตั๋วโดยสาร ที่ทำให้การบินไทยสูญเสียรายได้มหาศาล จะต้องกลับมาทำเองแต่อาจจะมีบ้างให้เอเยนต์ แต่ต้องไม่ใช่เหมือนแต่ก่อน ต้องปิดจุดรั่วไหลเหล่านี้ เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยประสบความสำเร็จ ซึ่งมองว่าการไม่ใช่รัฐวิสาหกิจถือเป็นข้อดีเพราะที่ผ่านมาการบินไทยไม่มีใครเป็นเจ้าของจริงแต่เมื่อออกจากรัฐวิสาหกิจมีผู้รับผิดชอบชัดเจนการทำแผนการจะง่ายและตั้งเป้าที่การบินไทยจะฟื้นกิจการกลับมาได้ภายใน 3-5 ปีซึ่งไม่ได้หมายความว่าใช้หนี้หมดแต่หมายถึงการทำให้ธุรกิจกลับมาทำกิจการได้ตามปกติ" นายพีระพันธุ์กล่าว
สำหรับแผนฟื้นฟูการบินไทยที่ขณะนี้ศาลล้มละลายกลางได้นัดไต่สวนครั้งแรกเมื่อวันที่17 ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา และจะมีการนัดไต่ส่วนอีก 2 ครั้ง คือวันที่ 20 ส.ค.และวันที่ 25 ส.ค. นั้นหลังจากนั้นศาลจะนัดไต่สวนแผนฟื้นฟูการบินไทยพร้อมตั้งคณะผู้จัดทำแผนฟื้นฟูคาดไม่เกิน 2 สัปดาห์หลังจากนี้จะได้ข้อสรุป และหากศาลอนุมัติแผนฟื้นฟูแล้วศาลจะมีระยะเวลาให้ 5 เดือนในการจัดทำแผนฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาทำแผนเร็วกว่าที่ศาลกำหนดคือภายใน3 เดือน ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นจะมีการกำหนดแผนที่ธุรกิจที่ชัดเจนลงไปในแผนฟื้นฟูและทั้งแผนการบินในประเทศด้วย
ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้ส่วนน้อย หรือประมาณ 16รายยื่นคัดค้านคณะผู้จัดทำแผน โดยได้ตั้งประเด็นเรื่องของการว่าจ้างบริษัท อีวายคอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด ว่าไม่มีประสบการณ์บริหารธุรกิจระดับแสนล้านบาท และมีทุนจดทะเบียนเพียง 10ล้านบาท มองว่าไม่เกี่ยวกันการจัดทำแผนฟื้นฟูว่าจะต้องเคยบริหารหนี้เท่าไหร่แต่อยู่ที่ความสามารถของผู้จัดทำแผนมากกว่า ซึ่งการคัดเลือกบริษัทอีวาย เข้ามานั้นเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะมาเป็นกรรมการในการบินไทย