เนชั่นทีวี

ข่าว

"พิชัย"ยกปัญหาเศรษฐกิจขับไล่นายกฯ

17 ส.ค. 2563 | chairat_pat

"พิชัย"ยกปัญหาเศรษฐกิจขับไล่นายกฯ

"พิชัย นริพทะพันธุ์" ฉายภาพเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาล "บิ๊กตู่" ติดลบหนัก12.2% อัดนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานซ้ำซ้อนกลบปมด้อย ย้ำการช่วยดีสุดต้องตัดงบทหารซื้ออาวุธ แนะทางออกประเทศ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ควรลาออก

(17 สิงหาคม 2563)นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ทรุดหนัก ซึ่งการขยายตัวติดลบถึง 12.2% ซ้ำเติมเศรษฐกิจเดิมที่ย่ำแย่อยู่แล้ว โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 3 และ 4 ยังมีทิศทางย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ บริษัท ห้างร้าน ต้องปิดตัวกันอีกมาก คนจะตกงานเพิ่มขึ้น หนี้เสียในระบบธนาคารจะพุ่งขึ้นอีก แต่รัฐบาลยังไม่มีทิศทางชัดเจน จะแก้ไขได้ หลังจากที่บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวมาตลอด 6 ปี จึงเป็นสาเหตุให้นักศึกษา นักเรียน และ ประชาชนออกมาขับไล่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน แม้จะถูกรัฐบาลข่มขู่ เพราะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองและของประเทศ

ทั้งนี้ การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด โดยรื้อทีมเศรษฐกิจที่บริหารกันมา 6 ปี ออกทั้งหมด เท่ากับยอมรับถึงความล้มเหลวที่ผ่านมา แต่การปรับครม.ครั้งใหม่นี้ ไม่เพียงไม่สร้างความมั่นใจ แต่กลับยิ่งสร้างความสับสนมากขึ้น ตั้งแต่การเลื่อนขั้น นายดอน ปรมัคถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ให้เป็นรองนายกฯ ทั้งที่ไม่มีผลงาน การตั้ง รมว. พลังงาน ควบรองนายกฯ แต่ รมว. คลัง กลับไม่ได้ควบ ทั้งที่กระทรวงการคลังสำคัญกว่ากระทรวงพลังงานมาก

"ยังให้ รองนายกฯ ควบ รมว. พลังงาน มากำกับกระทรวงการคลังอีก ยิ่งสร้างความสับสน เหมือนกับจะขาดความรู้ และ ขาดความเข้าใจในระบบการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง การแต่งตั้งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ที่ทำให้พรรคดูด้อยค่าอย่างมาก โดยเฉพาะการตั้ง รมช. แรงงาน ที่ไม่ทันไร ทำท่าจะขัดแย้งแย่งซีนกับ รมว. แรงงานแล้ว" นายพิชัย กล่าว

อดีต รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า เท่านั้นยังไม่พอนายกฯ ยังตั้ง ศบค. เศรษฐกิจ และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ขึ้นมาโดยให้ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่เพิ่งปฏิเสธการเป็นรัฐมนตรี ในการปรับครม.มาเป็นประธาน โดยมีข้าราชการระดับสูง และปลัดกระทรวงอยู่ในคณะนี้ ยิ่งสร้างความสับสนและซ้ำซ้อนต่อการทำงานให้มากขึ้นไปอีก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มขั้นตอนการทำงานและการสั่งการ อีกทั้ง ทำให้ประชาชนและข้าราชการสับสนว่า หน่วยงานไหนจะมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการ และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีที่เศรษฐกิจล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ที่รับเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อาจจะขาดความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจ จึงพยายามจะกลบจุดอ่อนปมด้อยของตนเอง โดยตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมา เพราะคิดว่าจะเป็นการทำให้ดูเหมือนฉลาด แต่แท้จริงแล้วยิ่งเป็นการแสดงความไม่รู้ และจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาก หากพล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่เก่งและฉลาดพอ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการอะไรมากมาย และสามารถสั่งการได้เองเลย แต่ในอดีตแค่พูดเรื่องเศรษฐกิจต่อสาธารณะก็ยังพูดผิดพลาดมาตลอด โดยเฉพาะล่าสุดที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาตลอดตั้งแต่เข้ามา ได้สร้างความขบขันให้กับประชาชนทั้งประเทศ


"ในปัจจุบันการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกจากจะมีพล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่รู้เรื้องเศรษฐกิจและยอมรับเอง เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแล้ว ยังมีคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตราการบริหารเศรษฐกิจ โดยนายไพรินทร์ มีรองนายกฯ ควบ รมว.พลังงาน กำกับ กระทรวงคลัง มี รองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข กำกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงท่องเที่ยวฯ มีรองนายกฯ ควบ รมว. พาณิชย์ กำกับกระทรวงเกษตร มีรองนายกฯ ดูแลกฎหมาย กำกับกระทรวงอุตสาหกรรม รองนายกฯ ควบ รมว.ต่างประเทศ ติดต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งถ้าเห็นภาพที่สับสนนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเศรษฐกิจไทยจะไม่ฟื้น และประชาชนจะยิ่งลำบากเพิ่มขึ้นกันขนาดไหน" นายพิชัย กล่าว

นอกจากนี้ หลังจากรับตำแหน่งแล้วยังไม่เห็นทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ทั้งที่ควรจะต้องพร้อมและบอกประชาชนได้แล้วตั้งแต่วันแรกทำงาน เพื่อแสดงการเตรียมพร้อมและสร้างความมั่นใจที่มีอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว เพราะเท่าที่ได้ยินมีแต่คำพูดเพื่อเอาใจพล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น โดยมีการโยนหินถามทางมาจากกระทรวงการคลังที่จะรื้อกฎเกณฑ์การปล่อยกู้ซอฟท์โลนให้กับธุรกิจ SMEs ในวงเงิน 5 แสนล้านบาทใหม่ทั้งหมด ทำให้สงสัยว่า แม้เป็นจะเป็นเรื่องที่ควรจะทำ แต่ รมว. คลัง ที่เป็นนักกฏหมายมาจากธนาคารพาณิชย์น่าจะสับสน

ทั้งนี้ เพราะซอฟท์โลนดังกล่าวเป็นส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ใช่เป็นของกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงไว้เองในสภาฯ ตอนอภิปรายงบเงินกู้เพื่อเยียวยาและฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด ดังนั้น จึงอยากให้ รมว. คลังคนใหม่ ที่เป็นนักกฎหาย ได้ตรวจสอบข้อกฎหมาย ก่อนที่จะเสียฟอร์มตั้งแต่เริ่มทำงาน เพราะในกรณีที่มีการรื้อเกณฑ์ในการปล่อยกู้แล้ว เกิดหนี้เสียมาก ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ คือ ธปท. ไม่ใช่กระทรวงการคลัง ดังนั้น กระทรวงการคลังควรต้องหารือกับธปท. เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ยังมีแนวคิดที่จะตัดงบกระทรวงคมนาคมลงถึง 30-40% หากพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ก็ควรตัด แต่ต้องคำนึงการพัฒนาประเทศทางด้านคมนาคม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอนาคต ซึ่งกระทรวงที่ต้องถูกหั่นงบก่อนกระทรวงอื่น น่าจะเป็นงบกระทรวงกลาโหม และงบประมาณการซื้ออาวุธ ซึ่งมีความจำเป็นน้อยสุด เพราะไทยคงยังไม่ได้รบกับใคร อีกทั้งระยะหลังกองทัพยังซื้อเครื่องบินรับวีไอพีเป็นเงิน 1,348.5 ล้านบาท เพื่อความสะดวกสบายของวีไอพีกองทัพ ไม่ได้มีเกี่ยวกับการป้องกันประเทศ

นอกจากนี้ ยังจะซื้อเครื่องบินลักษณะนี้อีก 3 ลำ มูลค่า 531 ล้านบาท ดังนั้น หากพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม และเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง จะต้องลดงบกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะงบการจัดซื้ออาวุธลงให้มากที่สุด อีกทั้ง รัฐบาลต้องตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งล่าสุด คือ ปัญหา ส.ส. เรียกเงินจากอธิบดีกรมน้ำบาดาล เพื่อให้ผ่านงบประมาณ โดยต้องทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนโดยเร็ว

อดีต รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า ในภาวะประเทศกำลังผันผวนทั้งเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่หนัก และยังจะตกต่ำลงไปอีก ปัญหาการเมืองที่หนักหนาสาหัส สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญบิดเบี้ยว การชุมนุมของนักศึกษาและนักเรียนทั่วประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ สังคมที่เสื่อมทรามมีการ ปล้น จี้ ขโมย โกง กันแทบทุกวันจากพิษเศรษฐกิจ ระบบยุติธรรมที่เสื่อมทราม ตำรวจไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่เที่ยวไล่จับนักศึกษาและยังบุกค้นบ้าน ซึ่งหากมาตั้งสติและพิจารณาให้ดีจะพบว่าสาเหตุหลักของปัญหาทั้งหมดนี้ น่าจะเกิดมาจาก พล.อ.ประยุทธ์แทบทั้งสิ้น

"เพื่อเป็นการตัดตอนปัญหาไม่ให้ลุกลามต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ควรจะต้องรีบลาออก หรือต้องหาทางให้พล.อ.ประยุทธ์ออกไป เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ ซึ่งเชื่อว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นผู้นำประเทศนี้แล้ว ปัญหาต่างๆจะเบาบางลง และประเทศไทยจะสามารถหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้" นายพิชัย ระบุ

ข่าวล่าสุด