ทีมข่าว "เนชั่นทีวี" ได้พูดคุยกับนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงหลายคน ประมวลเป็นข้อสรุปได้ว่า สามารถประเมินทิศทางสถานการณ์ โดยแบ่งเป็นฉากทัศน์ หรือ scenario ได้ 4 รูปแบบ คือ
1. หากรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายที่เหมาะสมในการรับมือกับผู้ชุมนุม เน้นดำเนินคดีเฉพาะตัวการสำคัญในการกระทำที่ร้ายแรงจริงๆ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็รักษาฐานมวลชนที่ยังเทิดทูนสถาบันเอาไว้ได้ จะส่งผลให้ฝ่ายต่อต้านสถาบันเคลื่อนไหวโดยยกระดับใช้ความรุนแรงมากขึ้น คล้ายกับที่ฮ่องกง หรือ "ฮ่องกงโมเดล" ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องประเมินสถานการณ์กันอีกครั้ง
2. หากรัฐบาลนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน ก็จะถูกกดดันจากการชุมนุมไปเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายประชาชนปลดแอก และฝ่ายที่เทิดทูนสถาบันด้วย โดยมีปัจจัยด้านปัญหาเศรษฐกิจที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นตัวเสริมและเร่งสถานการณ์ นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางไหน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งฝ่ายที่เป็นรัฐบาลอยู่ในปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะพ่ายแพ้ และฝ่ายที่เคลื่อนไหวขณะนี้จะเข้ามามีอำนาจรัฐ แล้วอาจดำเนินการหลายเรื่องตามที่ประกาศเจตนารมณ์ไว้ จนเกิดความขัดแย้งที่เสี่ยงรุนแรงขึ้น
3. ใช้แนวทางการเจรจา โดยไม่ยุบสภา แต่เสนอตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่แนวทางนี้ไม่น่าจะหยุดยั้งการชุมนุมได้ เพราะแกนนำม็อบไม่ยอมรับรัฐบาลแห่งชาติ และมุ่งไปที่การลดทอนอำนานจสถาบันพระมหากษัตริย์
4. หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่าจะเกิดจากเงื่อนไขใดใน 3 ข้อที่บอกไปแล้ว และมีการยกเลิกมาตราที่คุ้มครองการกระทำต่างๆ ของ คสช. หรือไปแตะต้องมาตราที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากเกินไป อาจทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ และอาจนำไปสู่การรัฐประหารอีกรอบได้เช่นกัน