(15 สิงหาคม 2563) นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส แถลงหลังรับฟังการชี้แจงของนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) และนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด (อสส.) ที่สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า นายอรรถพล ยืนยันความคิดเห็นและข้อสังเกตที่ให้กับทางอัยการสูงสุดไปแล้ว ว่าในขณะที่ร้อยตำรวจตรีพงษ์ นิวัฒน์ยุทธภัณฑ์บริภาร เป็นอัยการสูงสุด เคยสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว และให้ดำเนินการฟ้องคดีไปตามคำสั่งฟ้องของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้
ทั้งนี้ แต่การที่นายเนตร หยิบยกเรื่องร้องขอความเป็นธรรมขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่หยิบยกมาอีกไม่ได้ เว้นแต่ต้องรายงานให้อัยการสูงสุดคนปัจจุบันรับทราบด้วย ว่าได้สั่งการหรือดำเนินการไปประการใดประการหนึ่ง แต่ถ้าสั่งไปแล้วโดยไม่พิจารณารอบคอบ ถือว่าเป็นการสั่งฟ้องคดีโดยไม่ชอบ ซึ่งนายอรรถพลได้บอกว่านำประเด็นนี้หารือกับอัยการสูงสุดแล้ว แต่อัยการสูงสุดนิ่งเฉยไม่ตอบอะไร และอยากให้ตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบโดย ก.อ แต่อัยการสูงสุดได้สั่งตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบเองในฐานะผู้นำองค์กร แต่หาก ก.อ.มีคำสั่งประการใดที่เกี่ยวข้อง ก็อาจเกิดความขัดแย้งยุ่งยาก ซึ่งจะต้องรอฟังผลที่ประชุม ก.อ. จะพิจารณาซักถามกรณีนี้ในวันที่ 18 ส.ค.นี้
นายวิชา กล่าวว่า ความเห็นของนายอรรถพล ตรงกับความเห็นของศาสตราจารย์พิเศษ คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ว่า ไม่มีกฎหมายระบุไว้โดยตรงเกี่ยวกับร้องขอความเป็นธรรม ว่าผู้ที่ได้รับมอบอำนาจระดับรองอัยการสูงสุด สามารถดำเนินการได้หรือไม่ และสิ่งที่น่าสนใจคือนายเนตร ขณะปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่ได้เป็นรองอัยการสูงสุดโดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม โดยได้สั่งการไปในฐานะของอธิบดีอัยการศาลสูง รักษาราชการในตำแหน่งรองอัยการสูงสุด และปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่ง 3 ต่อกัน จึงเกิดประเด็นปัญหาที่น่าคิด ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานชุดนี้ด้วย โดยจะเชิญนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด มาชี้แจงกับคณะกรรมการภายในสัปดาห์หน้า
ส่วนการชี้แจงของนายเนตรที่สั่งไม่ฟ้องคดี นายวิชา กล่าวว่า นายเนตร ยืนยันว่าการพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรม เป็นไปตามที่ทนายความร้องขอมา และทางสำนักคดีกิจการอัยการ เป็นฝ่ายที่ตั้งเรื่องมาว่า เห็นสมควรสั่งสอบเพิ่มเติม แล้วจึงได้ดูสำนวนจริงๆ ก็ตอนที่ตำรวจดำเนินการสอบเพิ่มเติมแล้ว โดยนายเนตรยืนยันว่าการสั่งไม่ฟ้องเป็นไปโดยถูกต้อง และไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของนายอรรถพล เพราะมั่นใจว่าสั่งโดยมีอำนาจ และสั่งเช่นนี้ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่
ส่วนกรณีหยิบยกเรื่องขอความเป็นธรรมมา ก็เห็นว่าทำได้ตลอด ไม่ถือว่าคำสั่งนี้เป็นการลบล้างคำสั่งของร้อยตำรวจตรีพงศ์นิวัฒน์ เพราะเป็นการสั่งเฉพาะเรื่องร้องขอความเป็นธรรมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นการสั่งในสำนวน เพราะฉะนั้นจึงมีอำนาจเต็มบริบูรณ์ และยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องรายงานต่ออัยการสูงสุดเพราะถือว่ามีอำนาจโดยสูงสุดอยู่แล้ว ซึ่งทาง ก.อ. จะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนที่นายเนตรตัดสินใจลาออก นายวิชากล่าวว่า นายเนตร ชี้แจงว่า ตัดสินใจด้วยตัวเองเพื่อเป็นผลดีต่อองค์กรให้หมดความยุ่งยากไป ให้เหตุผลว่าไม่อยากเป็นตัวถ่วงและอยากกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่การลาออกมีผลต่อเมื่ออัยการสูงสุดสั่งอนุมัติการลาออก ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สั่งอนุมัติ จึงยังคงเป็นอัยการสูงสุดอยู่
ส่วนที่เคยมีรองอัยการสูงสุดดำเนินการใช่อำนาจเช่นเดียวกับนายเนตรหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า นายเนตรไม่ได้พูดถึง พูดแต่ในส่วนที่นายเนตรระบุเพียงว่าใช้อำนาจโดยไม่เคยรายงานต่ออัยการสูงสุด ขณะที่นายอรรพล ย้ำว่าการทำงานของอัยการมีช่องโหว่เยอะ จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการตรวจสอบข้อกฎหมาย และต้องนำเสนอด้วยว่า จะต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเข้าไปอยู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ หรือจะออกเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าระเบียบ จะใช้บังคับอย่างไร ระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งเดิมไม่มีกำหนดไว้โดยสามารถขอความเป็นธรรมเป็นร้อยครั้งก็ได้ เมื่อขึ้นไปถึงศาลจะขอให้อัยการถอนฟ้องก็ยังได้
ส่วนความคืบหน้าของคณะทำงานตรวจสอบบุคคลทั่วไป ที่มีนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน นายวิชา กล่าวว่าได้ความคืบหน้านี้เกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องความเร็วของรถ เรื่องโคเคน โดยได้รับความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย และจะนำมาประกอบการพิจารณาว่าการทำสำนวนบกพร่องจริงหรือไม่ โดยได้รับสำนวนของทางตำรวจเรียบร้อยแล้ว และทางตำรวจก็มีความคืบหน้าตลอดเวลา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะดำเนินการ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 หรือไม่ อย่างไร หรือจะถือว่ากระบวนการนั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาโดยละเอียด