ต่อมาได้มีการแยกเลขคดีออกมาดำเนินการ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการลักเอาอาวุธและยุทโธปกรณ์ของกองพันทหารราบที่1กรมทหารราบที่19เป็นคดีพิเศษที่68/2553จากนั้นเมื่อวันที่7ก.ค.2553กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งสำนวนคดีพิเศษที่68/2553พร้อมตัวผู้ต้องหาไปยังสำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาสองราย ต่อมาพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องนายเมธี อมรวุฒิกุล หรือนายณชิต อำนาจเดชานนท์ ผู้ต้องหาที่1แต่เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่มาพบพนักงานอัยการตามนัด พนักงานอัยการจึงมีหนังสือให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เพื่อให้ได้ตัวมาฟ้องภายในอายุความ10ปี
ต่อมาพนักงานอัยการมีหนังสือขอแก้ไขเป็นภายในอายุความ20ปี นับแต่วันที่10เม.ย.2553 โดยครบขาดอายุความในวันที่10เม.ย.2573พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ยื่นคำร้อง เพื่อขอออกหมายจับต่อศาลอาญา และเมื่อวันที่7เม.ย.2563ศาลอาญาได้ออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้อง ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา357มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มี และใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้พาอาวุธปืนติดตัว โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา8,มาตรา8ทวิ,มาตรา55,มาตรา78,มาตรา72,มาตรา72ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญาแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา91ตามหมายจับศาลอาญาที่47/2563โดยยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้ไขอายุความเป็น20ปี ตามคำสั่งของพนักงานอัยการแล้ว และสำเนาให้ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีพิเศษดำเนินการต่อไป
ต่อมา เมื่อวันที่1มิ.ย.2563เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และได้นำสำเนาหมายจับของศาลที่รับโทรสารจากพนักงานสอบสวน จับกุมนายเมธี อมรวุฒิกุล หรือนายณชิต อำนาจเดชานนท์ ผู้ต้องหาที่1ตามหมายจับศาลอาญาดังกล่าว และส่งตัวผู้ต้องหาไปให้พนักงานอัยการ พร้อมนำตัวไปฟ้องที่ศาลอาญา เมื่อวันที่2มิ.ย.2563แล้ว
กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงขอชี้แจงต่อสาธารณชนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษข้างต้น เป็นการดำเนินการจับกุมตามขั้นตอนของกฎหมาย และมีหมายจับของศาล รวมทั้งยังไม่ขาดอายุความตามที่กล่าวอ้าง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้อธิบายข้อเท็จจริงให้ผู้ต้องหาทราบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาติดต่อทนายความตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว กรณีดังกล่าวอาจเกิดจากการไม่เข้าใจขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ประสานงานเพื่ออธิบายให้ผู้ต้องหาทราบเพิ่มเติมต่อไป และผู้ต้องหายังมีสิทธิ์ที่จะต่อสู้คดี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป