นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการสัมมนาประชาพิจารณ์ ก้าวต่อไปของไทย หลังปิดดีลอาร์เซ็ป ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้น เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME นักวิชาการ และภาคประชาสังคมกว่า 200 คน ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวใช้ประโยชน์จากความตกลงอาร์เซ็ป และการเตรียมปรับตัวรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และยังได้มีการถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจของกรมฯ ตลอดงาน
นางอรมน กล่าวว่า เมื่อความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) มีผลใช้บังคับในปี 2564 ตามที่สมาชิกอาร์เซ็ป (อาเซียน 10 ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ได้ตั้งเป้าไว้) จะถือเป็นความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประชากรกว่า 3,600 ล้านคน หรือ 48.1% ของประชากรโลก มีมูลค่า GDP กว่า 28.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32.7% ของ GDP โลก และมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 29.5% ของมูลค่าการค้าโลก และในความตกลงฉบับนี้ ประเทศสมาชิก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เปิดตลาดลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรให้ไทยเพิ่มเติมมากกว่าที่ลดให้ในเอฟทีเอที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ผักผลไม้แปรรูปและไม่แปรรูป น้ำมันที่ได้จากพืช ของปรุงแต่งจากธัญพืชและแป้ง แป้งมันสำปะหลัง แป้งสาคู สินค้าประมง อาหารแปรรูป น้ำผลไม้ เป็นต้น ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยควรเตรียมพร้อมเพื่อใช้ประโยชน์จากผลการเจรจาอย่างเต็มที่