ทั้งนี้หากการชุมนุมไปถึงจุดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือ ยุบสภา ก็จะเริ่มมีความกังวลและจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนได้
"การออกมาชุมชุมนั้นเป็นเรื่องปกติที่เราคุ้นชิน และการชุมนุมรอบนี้ไม่ได้เป็นการชุมนุมที่มีการปิดถนน แต่มีการขออนุญาตชุมนุม มีเวลาจำกัด ไม่ได้ยืดเยื้อ จุดนี้จึงไม่น่ากังวล ซึ่งเชื่อรัฐบาลบริหารจัดการได้ ยังไม่มีประเด็นที่โน้มน้าวให้คนออกมามากมาย แต่หากการชุมนุมไปถึงจุดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือยุบสภาก็จะเริ่มมีผล "
ในส่วนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติเรื่องการชุมนุมในประเทศขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้กังวลกับปัจจัยดังกล่าว เพราะขณะนี้อีกหลายประเทศก็มีการชุมชุมประท้วงกัน ซึ่งตลาดหุ้นก็แยกแยะได้ ไม่น่ามีอะไร สำหรับตอนนี้ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่า คือ เรื่องการบริหารจัดการโควิด-19 และการบริหารปัญหาเศรษฐกิจ
ด้านกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือเป็นสิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้ชุมนุมสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือสะท้อนการบริหารของรัฐบาลได้ แต่ภาคเอกชนต้องการให้การชุมชนทุกรายการอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย รวมทั้งต้องการให้อยู่ภายในความสงบเรียบร้อย ในขณะที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมควรที่จะมีความชัดเจนถึงความต้องการของผู้ชุมนุม รวมทั้งควรที่จะอยู่ในกรอบการดำเนินการที่รัฐบาลสามารถรับได้ ภาคเอกชนไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบหรือความรุนแรงเกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมือง เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมประเทศเพิ่มขึ้นจากปัญหาที่มีอยู่แล้ว ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบต่อประเทศไทยแล้ว ซึ่งประเทศไทยยังดีกว่าหลายประเทศที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือออกนอกบ้านไปท่องเที่ยวหรือออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านได้ ซึ่งต่างจากบางประเทศที่ไม่สามารถออกนอกบ้านได้
"รัฐบาลจะคุมสถานการณ์การชุมนุมไม่ให้บานปลายและเกิดความรุนแรงหรือไม่ เรื่องนี้เอกชนไม่ทราบ แต่ภาคเอกชนไม่ต้องการเห็นการชุมนุมบานปลายออกไป เพราะทำให้บ้านเมืองไม่มีความสงบ ขณะนี้อยากให้ประเทศเดินหน้าต่อไป"