จากหัวหน้าครอบครัว...สู่ภารกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งการเป็นแม่
ด้านคุณแม่หัวใจนักสู้สาวจากเมืองนนท์ คุณหญิง-กัลยา เขียนงาม คุณแม่ของน้องเพชรวัย 9 ขวบกับน้องพอลลี่วัย 3 ขวบ ที่ตัดสินใจมาขับรถส่งอาหารกับแกร็บฟู้ดแบบเต็มตัว เพราะเป็นอาชีพที่สามารถจัดสรรเวลาให้ลูกและครอบครัวได้ดีที่สุด
ย้อนกลับไปช่วงชีวิตวัยรุ่นของคุณหญิง เธอแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ต้องรับภาระเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่ยังเด็กเพราะคุณแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เธออายุได้เพียง 15 ปีเท่านั้น ส่วนคุณพ่อก็แยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่ ในฐานะพี่สาวคนโตของน้องๆ ทั้ง 3 คน เธอจึงต้องเสียสละออกมาทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว "ตอนที่แม่จากไปทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราไม่ทันตั้งตัวมาก่อนว่าจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลทุกคน ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องหยุดเรียนแล้วทำงานหาเงินตั้งแต่ยังเด็ก ยอมรับว่าเหนื่อยและท้อหลายครั้ง แต่พอลองคิดดูอีกที ถ้าเราไม่สู้ เราก็จะเป็นที่พึ่งให้กับน้องๆ ไม่ได้เลย"
แม้ว่าการต่อสู้ชีวิตและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อดูแลน้องๆ มาตั้งแต่เด็กอาจดูเป็นข้อได้เปรียบ แต่เมื่อเธอเริ่มมีครอบครัวเป็นของตัวเองและมีลูกน้อยที่ต้องดูแลกลับพบว่า บทบาทของความเป็นแม่ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดในชีวิต คุณหญิงเล่าว่า "ตอนที่ทำงานเลี้ยงน้องๆ เราอาจจะเหนื่อยก็จริง แต่ความกดดันไม่ได้เยอะเท่ากับตอนที่เรามีลูก เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเราต้องดูแลรายละเอียดทุกอย่างของลูก ต้องเป็นให้ได้มากกว่าแม่ รวมถึงเรียนรู้ที่จะเลี้ยงพวกเขาด้วยความเข้าใจ เป้าหมายของเราคืออยากให้ลูกโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ลำบากเหมือนเราก็พอแล้ว ส่วนในอนาคตเขาอยากทำอาชีพอะไร เราก็พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง ขอแค่เป็นสิ่งที่ดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ"
เพื่ออนาคตของลูก...ต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่าไม่ใช่ข้ออ้างที่จะย่อท้อ
ปัจจุบันคุณหญิงผันตัวมาขับรถส่งอาหารกับแกร็บได้เกือบหนึ่งปีแล้ว เธอเท้าความให้ฟังว่า "ก่อนมาขับแกร็บฟู้ดก็เคยทำงานเป็นพนักงานสัญญาจ้างมาก่อน จนเมื่อหมดสัญญาจึงต้องหาอาชีพอื่นทำเพื่อสร้างรายได้ ส่วนตัวก็สนใจงานแกร็บฟู้ดเพราะหาข้อมูลเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียมาสักพักแล้ว เรามองว่างานนี้เหมาะกับเราด้วยความอิสระ สามารถเลือกเวลาทำงานได้ตามความสะดวก มีรายได้ที่เพียงพอให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ และที่สำคัญคือ สามารถจัดสรรเวลาในการดูแลลูกๆ และครอบครัวได้ อย่างเวลาที่โรงเรียนลูกมีกิจกรรมเราก็สามารถเข้าร่วมได้ตลอด"
"ยอมรับว่าช่วงที่เริ่มมาขับรถส่งอาหารแรกๆ ก็มีความประหม่าอยู่บ้าง แต่พอทำไปสักพักก็เริ่มคล่องตัวขึ้น ลูกค้าที่เจอส่วนใหญ่มักใจดี บวกกับรายได้ในแต่ละวันก็ถือว่าเพียงพอสำหรับนำมาใช้จ่ายภายในครอบครัวได้ ลูกๆ ทั้งสองคนก็รู้ว่าแม่ขับแกร็บส่งอาหารเกือบทุกวัน เขาก็รู้ว่าเราเหนื่อยกว่าจะได้เงินมา โชคดีที่เด็กๆ ไม่เคยกวน ไม่อยากซื้อของแพงๆ หรือเวลาจะซื้อขนม เขาก็จะถามเราก่อนทุกครั้งว่าวันนี้เราได้เงินเยอะไหม หากได้เยอะจึงค่อยขอ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ลูกแสดงออกมาทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น และแม้ว่าเราจะมีต้นทุนชีวิตไม่มาก แต่ในฐานะแม่ เราก็พร้อมสู้ต่อไปเพื่อสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้กับลูก"