ทางเพจ "iLaw (ไอลอว์)" โพสต์บทความนี้บนเฟซบุ๊ก โดยระบุข้อความไว้ดังนี้.....
3 สิงหาคม 2563 กลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มมอกะเสดนัดจัดกิจกรรมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้ชื่อกิจกรรม#เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตยโดยนำเอานิยายชื่อดัง "แฮรี่ พอตเตอร์" มาใช้เป็นไฮไลท์ของกิจกรรม ซึ่งในนิยายเรื่องนี้มีตัวร้ายที่ถูกเรียกว่า "คุณก็รู้ว่าใคร" เพราะตัวละครในเรื่องต่างตกอยู่ภายใต้ความกลัว ไม่กล้าเอ่ยชื่อตรงๆ และเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมเสกคาถาเวทมนต์ เพื่อขับไล่เผด็จการ
เวลาประมาณ 20.00 อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ขึ้นปราศรัย โดยก่อนหน้านี้เขาประกาศแล้วว่า จะมาพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทนายอานนท์ได้กล่าวว่า เรื่องนี้ทุกคนจะต้องพูดในที่สาธารณะ โดยพูดด้วยความเคารพ การพูดเช่นนี้ ไม่ใช่การพูดเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันอยู่อย่างถูกต้องชอบธรรม ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพูดเรื่องเหล่านี้แทนประชาชน
ในการปราศรัยครั้งนี้ ทนายอานนท์ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยหลายประเด็น ส่วนหนึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย และการแก้ไขกฎหมาย ภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งสมัยที่มาจากการรัฐประหาร และยุคของ คสช.2 ที่พยายามจะมาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อย 4 เรื่องหลัก ที่ส่งผลต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
ไอลอว์ชวนทบทวนการออกกฎหมายเหล่านั้นแต่ละครั้ง โดยพิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่ถูกเขียนไว้แล้วอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
#เรื่องที่หนึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ต่อมาได้มีข้อสังเกตพระราชทาน นายกรัฐมนตรีจึงรับทูลเกล้าฯ กลับมาแก้ไข และทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เนื้อหาส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อสังเกตพระราชทาน มีอย่างน้อย 7 ประเด็น
1. แก้ไขมาตรา 5 กรณีมีวิกฤติของประเทศท่ีรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนทางออกไว้ ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ซึ่งเป็นการเขียนแบบเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งที่ฉบับลงประชามติพยายามจะเสนอกลไกอื่นขึ้นมาทดแทน
2. เพิ่มข้อความในมาตรา 12 เรื่องคุณสมบัติขององคมนตรี ท่ีต้องไม่เป็นข้าราชการ โดยเพิ่มข้อความว่า "เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี"
3. มาตรา 15 ตัดพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง "สมุหราชองครักษ์" ออก
4. มาตรา 16 เพิ่มข้อความว่า จะทรงแต่งตั้งบุคคลหนึ่ง "หรือหลายคนเป็นคณะ" ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ "หรือไม่ก็ได้"
5. มาตรา 17 กรณีไม่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพิ่มเงื่อนไขหาก "องคมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็น" ให้เสนอชื่อบุคคล "หรือหลายคนเป็นคณะตามลำดับที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกำหนดไว้ก่อนแล้ว" ได้
6. มาตรา 19 เพิ่ม วรรค 2 ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเคยได้รับการแต่งตั้ง และปฏิญาณตนแล้ว ไม่ต้องปฏิญาณตนอีก
7. มาตรา 182 ตัด วรรค 2 ที่ให้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวง
อ่านเต็มๆ ต่อได้ที่https://ilaw.or.th/node/4475