เนชั่นทีวี

ข่าว

'ไอลอว์' เปิดตัวกฎหมาย 4 ประเด็นจาก "ทนายอานนท์" ที่ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

09 ส.ค. 2563 | Nattawut

'ไอลอว์' เปิดตัวกฎหมาย 4 ประเด็นจาก "ทนายอานนท์" ที่ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

'ไอลอว์' เปิดตัวกฎหมาย 4 ประเด็นจาก "ทนายอานนท์" ที่ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดย 'ไอลอว์' พิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่ถูกเขียนไว้แล้วอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ทางเพจ "iLaw (ไอลอว์)" โพสต์บทความนี้บนเฟซบุ๊ก โดยระบุข้อความไว้ดังนี้.....


3 สิงหาคม 2563 กลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มมอกะเสดนัดจัดกิจกรรมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้ชื่อกิจกรรม#เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตยโดยนำเอานิยายชื่อดัง "แฮรี่ พอตเตอร์" มาใช้เป็นไฮไลท์ของกิจกรรม ซึ่งในนิยายเรื่องนี้มีตัวร้ายที่ถูกเรียกว่า "คุณก็รู้ว่าใคร" เพราะตัวละครในเรื่องต่างตกอยู่ภายใต้ความกลัว ไม่กล้าเอ่ยชื่อตรงๆ และเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมเสกคาถาเวทมนต์ เพื่อขับไล่เผด็จการ


'ไอลอว์' เปิดตัวกฎหมาย 4 ประเด็นจาก "ทนายอานนท์" ที่ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์


เวลาประมาณ 20.00 อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ขึ้นปราศรัย โดยก่อนหน้านี้เขาประกาศแล้วว่า จะมาพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทนายอานนท์ได้กล่าวว่า เรื่องนี้ทุกคนจะต้องพูดในที่สาธารณะ โดยพูดด้วยความเคารพ การพูดเช่นนี้ ไม่ใช่การพูดเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันอยู่อย่างถูกต้องชอบธรรม ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพูดเรื่องเหล่านี้แทนประชาชน


ในการปราศรัยครั้งนี้ ทนายอานนท์ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยหลายประเด็น ส่วนหนึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย และการแก้ไขกฎหมาย ภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งสมัยที่มาจากการรัฐประหาร และยุคของ คสช.2 ที่พยายามจะมาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อย 4 เรื่องหลัก ที่ส่งผลต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย


ไอลอว์ชวนทบทวนการออกกฎหมายเหล่านั้นแต่ละครั้ง โดยพิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่ถูกเขียนไว้แล้วอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร


'ไอลอว์' เปิดตัวกฎหมาย 4 ประเด็นจาก "ทนายอานนท์" ที่ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

#เรื่องที่หนึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์


หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ต่อมาได้มีข้อสังเกตพระราชทาน นายกรัฐมนตรีจึงรับทูลเกล้าฯ กลับมาแก้ไข และทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เนื้อหาส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อสังเกตพระราชทาน มีอย่างน้อย 7 ประเด็น


1. แก้ไขมาตรา 5 กรณีมีวิกฤติของประเทศท่ีรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนทางออกไว้ ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ซึ่งเป็นการเขียนแบบเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งที่ฉบับลงประชามติพยายามจะเสนอกลไกอื่นขึ้นมาทดแทน


2. เพิ่มข้อความในมาตรา 12 เรื่องคุณสมบัติขององคมนตรี ท่ีต้องไม่เป็นข้าราชการ โดยเพิ่มข้อความว่า "เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี"


3. มาตรา 15 ตัดพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง "สมุหราชองครักษ์" ออก


4. มาตรา 16 เพิ่มข้อความว่า จะทรงแต่งตั้งบุคคลหนึ่ง "หรือหลายคนเป็นคณะ" ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ "หรือไม่ก็ได้"


5. มาตรา 17 กรณีไม่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพิ่มเงื่อนไขหาก "องคมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็น" ให้เสนอชื่อบุคคล "หรือหลายคนเป็นคณะตามลำดับที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกำหนดไว้ก่อนแล้ว" ได้


6. มาตรา 19 เพิ่ม วรรค 2 ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเคยได้รับการแต่งตั้ง และปฏิญาณตนแล้ว ไม่ต้องปฏิญาณตนอีก


7. มาตรา 182 ตัด วรรค 2 ที่ให้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวง


อ่านเต็มๆ ต่อได้ที่https://ilaw.or.th/node/4475

#เรื่องที่สองกฎหมายจัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์


16 กรกฎาคม 2560 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2560http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/075/1.PDF


โดยที่ไม่ปรากฏว่าหน่วยงานใดจัดทำร่างและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีการพิจารณากันเมื่อใด

"เหตุผล" ในการออกที่ระบุไว้ท้ายพระราชบัญญัติ อธิบายว่า โดยที่ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ จึงสมควรให้การจัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เพื่อให้การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้นเป็นไปโดยเหมาะสมตามที่จะทรงมีพระราชวินิจฉัยและเป็นไปตามโบราณราชประเพณี ซึ่งจะสอดคล้องกับการจัดระเบียบราชการในพระองค์ตามที่ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์ขึ้นใช้บังคับแล้วด้วยพ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2560 ที่ออกใหม่นี้ ยังมีข้อแตกต่างที่สำคัญจากกฎหมายเดิม ได้แก่


1. ประธานและกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แก้ไขให้มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย


2. ยกเลิกระบบ "ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" แล้ว และให้พระราชวัง หรือทรัพย์สินอื่นในประเภทนี้ไปรวมกับ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์


3. เปลี่ยนหลักการเสียภาษี ตามกฎหมายเดิม เขียนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร เช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่กฎหมายใหม่แก้ไขเป็นว่า ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ทุกประเภทจะต้องเสียภาษีอากรหรือได้รับยกเว้นภาษีอากรย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น


อ่านเต็มๆ ต่อได้ที่https://ilaw.or.th/node/4567


#เรื่องที่สามการออกพ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ


17 ตุลาคม 2562 สภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนอนุมัติ พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 (พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ)http://www.ratchakitcha.soc.go.th//P/2562/A/103/T_0001.PDF


ด้วยคะแนน เห็นชอบ 376 เสียง ไม่เห็นชอบ 70 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง

ในระหว่างการพิจารณา พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้อภิปรายไม่เห็นชอบการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า ไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่คณะรัฐมนตรีจะออก เป็นพ.ร.ก. ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสอง และเห็นว่าควรตรวจสอบการออกพระราชกำหนดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์


ในมาตรา 3 ของ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ บังคับให้โอนบรรดาอัตรากำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์

อ่านเต็มๆ ต่อได้ที่https://ilaw.or.th/node/5434

#เรื่องที่สี่งบประมาณจากภาษีที่ใช้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์


ตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ที่ใช้เวลาพิจารณาและถกเถียงกันในสภาผู้แทนราษฎรยาวนาน จนกระทั่งผ่านออกมาบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563http://www.ratchakitcha.soc.go.th//P/2563/A/015/T_0001.PDF


ได้กำหนดการใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ ซึ่งประชาไทสรุปไว้ว่า งบประมาณแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่ 1 รายจ่ายโดยตรง 19,685 ล้านบาทส่วนที่ 2 รายจ่ายโดยอ้อม 10,043 ล้านบาทรวม 29,728 ล้านบาท และยังมีโครงการที่ใช้ชื่อเกี่ยวเนื่อง 1,262 ล้านบาท


ตัวอย่างเช่น พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้รับความสะดวกปลอดภัยสูงสุด การถวายปฏิบัติการบินได้รับการตอบสนองอย่างสมพระเกียรติเมื่อได้รับการร้องขอ 5,528 ล้านบาท หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การสนับสนุนถวายความปลอดภัย การถวายพระเกียรติ และปฏิบัติตามราชประสงค์ 1,201 ล้าน หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม


ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกฯ งบก้อนใหญ่ที่สุดคือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 1,976 ล้านบาท


กระทรวงมหาดไทย งบประมาณก้อนหลักนั้นหลายหน่วยงานนำไปดำเนินการในโครงการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ โดยแบ่งเป็นหลายกิจกรรม รวมวงเงิน 1,454 ล้านบาท


ขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพจาก เพจiLaw

ข่าวล่าสุด