สำหรับการสนับสนุนช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการ ได้แก่ จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ เช่น การบริหารจัดการธุรกิจ การเขียนเนื้อหาสินค้า เทคนิคการถ่ายภาพ โลจิสติกส์ /ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง และการใช้แพลตฟอร์ม เป็นต้น
นายวีระพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการส่งเสริมการตลาดออฟไลน์ ประกอบไปด้วย การจัดงานแสดงสินค้า และการทดสอบตลาด และการจับคู่เจรจาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ขณะนี้ ผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 11,261 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 11,575 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2563 ตลาดต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปยังประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน บาห์เรน อินเดีย และกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปินส์ มาเลเซีย พม่า เวียดนาม สปป.ลาว หรือ กัมพูชา โดยใช้รูปแบบทั้งออนไลน์ผ่านโปรแกรมคอนเฟอร์เรนซ์ ควบคู่ไปกับรูปแบบออฟไลน์ สำหรับผู้ซื้อในประเทศไทย โดยเน้นสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ ของตกแต่ง เครื่องสำอาง และธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ
"นอกจากนี้ การจัดงานแสดงสินค้า และการทดสอบตลาดในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จะมุ่งไปที่การขายปลีก เพื่อเพิ่มยอดให้กับเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมกิจกรรม เช่น SME Fest, SME Market Fair, SME Festival Trade Fair โดยจะจัดในศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าต่าง ๆ ศูนย์ราชการและแหล่งชุมชนทั่วทุกภูมิภาค ทั้งหมด 37 ครั้งทุกภูมิภาค โดยกลุ่มสินค้าที่ไปจัดแสดงมีทั้ง กลุ่มอุปโภคบริโภค แฟชั่น เครื่องแต่งกาย และอาหาร ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นยอดขายและทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 13,000 ล้านบาท จากตลาดออนไลน์ และออฟไลน์ จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคชาวไทย ช่วยกันอุดหนุนสินค้าไทย โดยผู้ประกอบการไทย ซึ่งผู้ประกอบสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรมและโครงการต่างๆ ของ สสว. ได้ทางแอพลิเคชั่น SMECONEXT และจากแพลตฟอร์มต่างๆ ของ สสว." นายวีระพงศ์ กล่าวในที่สุด
ผู้ประกอบที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ สสว. ได้ทางแอพลิเคชั่น SMECONEXT