(6 สิงหาคม 25863) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่า จะต้องมีการทำประชามติ ซึ่งต้องใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านบาท เกือบเทียบเท่าเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ดูแลตามปกติ โดยขั้นตอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือ การแก้รายมาตรารายเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 หมวด 15 ซึ่งไม่เกี่ยวกับการแก้ไขคุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่กระจายอยู่หลายส่วน แต่การแก้บทเฉพาะกาลในส่วนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นคนละส่วนกัน รวมไปถึงการแก้ไขวิธีการเลือกตั้ง
นายวิษณุ กล่าวว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวิธีแรก เป็นการแก้ในมาตรา 256 ที่ต้องนำเข้าสภาผู้แทนราษฎร และนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ ถือเป็นกระบวนการปกติ ส่วนวิธีที่ 2 เป็นการแก้ในหมวดที่ 1 คือ หลักทั่วไป หรือหมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือ หมวด 15 ที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งแก้เกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม อำนาจหน้าที่องค์กรอิสระ ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนของสภาฯ โดยได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง และจะต้องมีการลงประชามติ ซึ่งยอมรับว่าหากมีการลงประชามติ จะมีความยุ่งยากอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะต้องใช้เวลา เนื่องจากว่ากฎหมายประชามติยังไม่มีกฎหมายรองรับ
"แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะเคยมีการลงประชามติแต่เป็นกฎหมายที่เฉพาะการลงมติครั้งนั้นๆ ซึ่ง กกต.จะมีหน้าที่ออกกฎหมายดังกล่าว และหลังจากเสร็จสิ้นการลงประชามติ หากมีข้อสงสัยจะนำส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่หากเป็นไปตามกระบวนการไร้ข้อสงสัย ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 หรือ หมวด 15 " นายวิษณุ กล่าว