หลังจากนั้นในวันที่ 12 ก.ค. 2554 เขาก็ฟ้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กับคณะกรรมการ และก็ฟ้องผมเข้าไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่ได้เกี่ยงข้องอะไรในคดี และก็ยังมีการทำหลักฐานที่ไม่จริงเข้าไปฟ้อง และมีการเบิกความเท็จด้วย
"ในช่วงเวลา 8 ปี ที่ผ่านมา ผมเองก็ได้สู่คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างอยากลำบาก และยังถูกกลั่นแกล้งย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ผมและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี สุดท้ายความจริงก็คือความจริง สิ่งที่เข้าฟ้องไปเมื่อปี 2554 ศาลได้ยกในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ยกฟ้อง จากนั้นผมก็ให้ทนายเข้ามาขอคัดคำฟ้องที่เขาฟ้องก็พบว่ามีเรื่องเท็จและเบิกความเท็จ
ผมจึงนำเรื่องมาฟ้องต่อศาล ศาลท่านให้ความเป็นธรรมโดยรับเรื่องเป็นคดีให้ผม ซึ่งสิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้ คือ ต้องการเห็นความยุติธรรม อยากให้ผู้กระทำผิด คือ พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ ได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นบรรทัดฐานทางสังคม ไม่ให้ใครเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง ผมเองมีความเชื่อมั่นในขบวนการศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผม ว่า จะให้ความเป็นธรรมแก่ผมและครอบครัว" พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กล่าว