หลังจากนั้น ตนได้พยายามโทร.ติดต่อพี่สาวคนโต ที่เคยพาแม่ไปเซ็นแบ่งโอนที่ดิน ให้มารับทราบเรื่องการยกเลิกเอกสารดังกล่าว เพราะแม่ระบุว่าเป็นการหลอกให้แม่ไปเซ็นแบ่งโอนที่ดินให้กับน้องสาวเมื่อหลายเดือนก่อน จึงถือเป็นการกระทำโดยมิชอบ แต่พี่สาวกลับไม่ยอมรับโทรศัพท์ ในขณะที่แม่ บอกให้หลานและครอบครัวรีบย้ายออกไปโดยเร็ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะย้ายออก ซึ่งแม่บอกว่าถ้าไม่ดำเนินการใดใด คงต้องแจ้งความเอาผิดฐานบุกรุกขออำนาจของกฎหมายมาช่วย
ด้านนางสีนวล เทียมตะขบ ผู้เป็นแม่ ได้เปิดเผยถึงมูลเหตุพิพาทว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะส่อจะเกิดความรุนแรงมากขึ้นทุกที จึงต้องการให้ออกไปจากบ้านและที่ดินของตนเสีย เพราะที่ดินผืนนี้ เป็นที่ดินที่ตนซื้อมาหลังจากเลิกรากับสามีคนที่ 2 ซึ่งเป็นพ่อของนางปราณี ลูกสาวคนที่ 4 นั่นเอง โดยตนเอาเงินที่ได้จากการขายบ้านหลังเก่าที่เป็นสินสมรสระหว่างตนกับสามีคนที่ 2 มาซื้อที่ดินผืนนี้เอาไว้ จนเมื่อตนได้อยู่กินกับสามีคนที่ 3 จึงสร้างบ้านและห้องเก็บของบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมาลูกสาวคนโตของตนซึ่งเคยมีกรณีพิพาทเรื่องแบ่งที่ดินมรดกมาก่อนหน้านี้ ได้มาบอกว่าครอบครัวของหลานสาวซึ่งลูกของนางปราณี สุริยาบุตร ลูกสาวคนที่ 4 กำลังเดือดร้อนไม่มีที่อยู่อาศัย อยากขอให้หลานเข้ามาอยู่อาศัยที่ห้องเก็บของเป็นการชั่วคราว ตนรู้สึกสงสารจึงอนุญาตให้เข้ามาอยู่อาศัย แต่ก็เกรงจะเกิดปัญหาตามมาอีก จึงสร้างกำแพงกั้นพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจนจะได้ต่างคนต่างอยู่
แต่พอหลังจากสร้างกำแพงบ้านเสร็จแล้ว ลูกสาวคนที่ 4 และหลาน กลับมาโวยวายว่าตนลำเอียง สร้างกำแพงล้ำเข้าไปจนชิดตัวบ้าน และแสดงท่าทางก้าวร้าวด่าว่าเสียหาย จนต้องให้ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ฯ มาช่วยไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหา แต่ไม่วายเกิดเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีก ตนจึงตัดสินใจให้ครอบครัวของหลานออกจากพื้นที่ ก่อนที่จะเกิดเรื่องรุนแรงไปมากกว่านี้ ซึ่งลูกสาวคนที่ 4 และหลานต่างไม่ยอมออกจาก อ้างว่า ตนได้เซ็นเอกสารต่อหน้าพนักงานที่ดินและพยานหลายคน แบ่งที่ดินผืนดังกล่าวให้แล้ว ดังนั้น จึงมีสิทธิ์ที่อยู่อาศัยบนที่ดินผืนนี้เช่นกัน