กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจ้งต่อคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สภาชิกสภาผู้แทนราฏษร ว่า สารโคเคนที่พบในเลือดของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ซึ่งตำรวจให้ข้อมูลว่าสารโคเคนที่ตรวจพบเกิดจากการรักษาฟัน จึงเป็นเหตุให้ตำรวจไม่สั่งฟ้องคดียาเสพติด
พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี นายกทันตแพทยสภา กล่าว่าขณะนี้ ทางทันตแพทยสภายังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเรียกทันตแพทย์ที่ทำการรักษา นาย บอส มาชี้แจ้งข้อเท็จจริงพร้อมกับใบบันทึกการรักษาเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ ย้ำว่าไม่มีการใช้โคเคนในการรักษาทางทันตกรรมในปัจจุบันเป็นระยะเวลานานมากแล้ว เพราะว่า ปัจจุบันมียาชาที่มีคุณสมบัติที่ดีและราคาเฉลี่ยหลอดละ 20 บาทถูกกว่าการใช้โคเคน รวมถึงเชื่อว่า ไม่มีทันตแพทย์รายใดที่จะเสี่ยงทำผิดกฎหมาย เพราะไม่คุ้มค่า
พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ อธิบายว่า ในประวัติศาสตร์ โคเคนถูกใช้เป็นยาชาด้วยการเคี้ยวใบโคคา แต่ต่อมาพบว่า ในการทำฟันแล้ว มีประสิทธิภาพการให้ความชาที่ไม่นาน ประกอบกับมีผลข้างเคียงกับสุขภาพของผู้ป่วย ทำให้มีความดันโลหิตสูง จนมีผลต่อการทำงานของหัวใจจึงได้ทำการยกเลิกการใช้โคเคน
สำหรับยาชาทุกประเภทที่ทางทันตแพทย์ใช้แม้จะมีชื่อทางการค้าที่ลงท้ายด้วยคำว่า เคน ในหลายยี่ห้อ แต่ทั้งหมดไม่มีส่วนผสมของโคเคนแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสารโคเคนตกค้างอยู่ในร่างกายหลังทำการรักษาฟัน
ส่วนความเป็นไปได้ หากมีการลักลอบโคเคนในการรักษาทางทันตกรรม หากมีการใช้จริงทันตแพทย์จะใช้จำนวนน้อยมาก เช่น การทาเฉพาะจุดบริเวณรักษา โดยสารโคเคนจะไม่ตกค้างในร่างกายซึ่งจะสลายไปกับเหงื่อและปัสสาวะไม่นาน. และไม่มีการรักษาใดที่ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับโคเคนในการรักษา
ล่าสุดทาง ทันตแพทย์สัณห์ชัย จิรชาญชัย ประชาสัมพันธ์ทันตแพทยสภา ระบุว่าได้รับการติดต่อจาก ทันตแพทย์ที่ทำการรักษาฟันให้นายวรยุทธ อยู่วิทยา แล้ว เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.30 น. โดยทันแพทย์ดังกล่าวเคยให้ปากคำกับตำรวจไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ระบุว่า "เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 55 หรือ 5 วัน ก่อนที่นายวรยุทธ จะเกิดอุบัติเหตุ(3 ก.ย.55) ได้รับการรักษาอาการเหงือกอักเสบมีการฉีดยาชา และจ่ายยากินให้ 15 เม็ด ซึ่งตัวยาทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ โคเคน ซึ่งเป็นสารเสพติด"