เนชั่นทีวี

ข่าว

เตือนการเคลื่อนไหวนศ.ระวังโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ตลอด

30 ก.ค. 2563 | chairat_pat

เตือนการเคลื่อนไหวนศ.ระวังโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ตลอด

"จตุพร พรหมพันธุ์" ยันเคารพการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษา แต่ขอศึกษาบทเรียนจากอดีตให้ดี เพราะช่วงยุคเหตุการณ์มีทั้งจุดแข็งและอ่อน เพราะหากพลาดท่า อาจเจอโรคแทรกซ้อนได้ง่าย

(30 กรกฎาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วย นายอดิศร เพียงเกษ อดีตแกนนำ นปช. ได้เดินทางมาศาลจังหวัดพัทยา เพื่อฟังคำพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีอัยการพัทยาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช. 5 คน ประกอบด้วย นายจตุพร นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. นพ.เหวง โตจิราการ และนายอดิศร กรณีถูกกล่าวหาว่าสั่งการให้ล้มการประชุมอาเซียน
ซึ่งคดีนี้ศาลพัทยาพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำซ้อนกับฟ้องที่ศาลอาญาในกรุงเทพ ที่ประทับรับฟ้องไว้แล้วในกรณีของการชุมนุมเมื่อปี 2552 หากอัยการประสงค์ที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติม ก็สามารถไปดำเนินการในคดีอาญาที่ศาลอาญากรุงเทพได้ แต่อัยการพัทยายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวโดยจำเลยทั้งหมด ถูกฟ้องข้อหายุยงส่งเสริมปลุกปั่นให้เกิดความปั่นป่วน และสมคบกันเกิน 10 คนขึ้นไป สนับสนุนให้กลุ่มมวลชนยกขบวนไปปิดล้อมและล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือ อาเซียนซัมมิท ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อปี 2552
ทั้งนี้ นายจตุพรและพวก ถูกฟ้องและอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในคดีการชุมนุมปี 2552 ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล ในข้อหาร่วมกัน ยุยงส่งเสริมก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกัน และต่อเนื่องมาเป็นคดีที่พัทยาล่าสุดศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องในคดีนี้ส่งผลให้แกนนำนปช.ทั้ง 5 คนตกเป็นจำเลยตามที่อัยการพัทยายื่นฟ้อง

โดยนายจตุพร กล่างภายหลังเข้ารับฟังคำพิพากษา ว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าเป็นการฟ้องไม่ซ้ำ ก็ต้องเริ่มกระบวนการประกันตัวใหม่ วันนี้ (30ก.ค.) ตนกับนายอดิศร เดินทางมาที่ศาล ส่วนจำเลยที่เหลือ คือ นายวีระกานต์ และนพ.เหวง ได้มีการ Video Conference มาจากโรงพยาบาลเรือนจำราชทัณฑ์ ส่วนนายณัฐวุฒิ ก็ฟังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

หลังจากนี้ ทางทีมทนายความจะยื่นฎีกาคำสั่งฟ้องซ้ำ เพราะคดีนี้ในศาลอาญา มีการพิจารณาโดยมีพยานหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันที่มาเบิกความของคดีพัทยาในคดีแรก และทนายได้ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ฟ้องตนที่ศาลพัทยา ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจขณะนั้น ที่รับผิดชอบในภาค 2 บอกว่า ความผิดของตนอยู่ในกรุงเทพ และปรากฏว่าคดีที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพ ที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญานั้นพยานบุคคลที่ 2 ที่ทางอัยการนำมาสืบนั้น ก็เป็นบุคคลที่เป็นอดีตผู้บัญชาการภาค 2 ซึ่งเคยเบิกความที่ศาลพัทยา เหล่านี้ยังมีหลากหลายประเด็นก็เป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติเกี่ยวเรื่องการวินิจฉัยฟ้องศาล

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 ก.ค. ตนก็ต้องไปศาลอาญา ในประเด็นที่มีความเกี่ยวพันกัน ซึ่งทางตำรวจเคยรายงานว่าได้แยกออกเป็น 2 สำนวนคือ สำนวนที่พัทยาและสำนวนที่กรุงเทพฯ ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งดังกล่าวออกมาก็ต้องทำตามขั้นตอน


นายจตุพร กล่าวถึงการชุมนุมของนักศึกษาที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวล ว่าสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่กระบวนการนำม็อบชนม็อบนั้นส่วนตัวมองว่า ทุกฝ่ายมีความกังวล ซึ่งตนพยายามพูดจนกระทั่งหลายคนไปขยายความให้เกิดความเข้าใจผิด และวิพากษ์วิจารณ์ตนในทางที่เสียหาย
ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นคนยืนอยู่แถวหน้าในเหตุการณ์ พฤษภาคม 35 เป็นจุดเปลี่ยนของการต่อสู้ในเหตุการณ์นั้น / ภายหลังจากการถูกสลายการชุมนุมที่ราชดำเนิน ตนและบรรดาเพื่อนๆก็นำทัพต่อที่รามคำแหง แต่ก่อนที่ตนจะมานำในเหตุการณ์พฤษภาคมในสมรภูมิสุดท้าย ตนก็ย่อมศึกษาประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ต้องยอมรับว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อน
"ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็พบว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อน และเมษายนพฤษภาคม 53 ก็พบว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งหลายเหตุการณ์ได้อธิบายบทเรียนไว้มากมาย ดังนั้น ทันทีที่ผมออกมาทักท้วงว่าให้ขีดเส้นใต้ 3 ข้อเรียกร้องไว้ให้มั่น เพราะรู้ว่า ปรากฏการณ์แบบอาชีวะช่วยชาติ จะปรากฏ ซึ่งผมไม่ได้คิดเพียงแค่ฉากหน้าเป็นใคร แต่เเลเห็นกระบวนการว่าจะนำไปสู่อะไร" นายจตุพร กล่าว
ประธาน นปช. ระบุว่า ในเหตุการณ์ปี 2518 และ 2519 ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งก่อนนั้นนักศึกษากับอาชีวะร่วมกันในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้วก็แยกออกมาเป็นกลุ่มกระทิงแดง แยกประชาชนเป็นนวพล และออกเป็นกลุ่มหลากหลายต่างๆ ดังนั้น ทั้งหมดตนได้วิเคราะห์ในฐานะที่ผ่านการนำมาก่อน เห็นว่าระบบการจัดการยังไม่สามารถป้องกันการสร้างสถานการณ์ได้ ซึ่งปกติก็ป้องกันยากอยู่แล้ว แต่ระบบการจัดการ ณ ปัจจุบันที่มองเห็นนั้นแทบเกิดโรคแทรกได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตนไม่อยากจะคิดแต่ก็อนุมานได้ว่า หากทำอย่างในอดีตก็จะมีการปะทะกันเป็นระยะๆ และขณะนี้ก็มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่แล้วหรือแม้จะประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่คำตอบทางการเมืองได้อธิบายไปแล้วว่าปลายทางคืออะไร และตนเชื่อว่าคนที่อยู่ในสนามการเมืองก็รู้ว่า จุดจบในสนามนี้จะเป็นอย่างไร

ทันทีที่เกิดเป็นปรากฏการณ์อาชีวะช่วยชาติ ซึ่งวันนี้ทางกลุ่มนักศึกษา ที่นัดชุมนุมกันที่วงเวียนใหญ่ ได้ย้ายสถานที่จัดชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการคิดที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามที่มีการประกาศยกระดับการชุมนุม การป้องกันเป็นเรื่องที่ยากมาก จากที่ตนได้ติดตามการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ต่างๆแล้วย้อนดูอดีต
นายจตุพร กล่าวย้ำว่า ตนเคารพในการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและที่ตนเรียกร้องว่าให้ขีดเส้นใต้ยึด 3 ข้อเรียกร้อง ซึ่งหลายคนก็ทำตาม แต่ยกเว้นบุคคลที่ตกยุคบางจำพวกเท่านั้นที่ยังมีความประสงค์บางอย่าง ยังต้องการเห็นเลือดทั้งที่รู้ว่า สถานการณ์แบบนี้จะนำไปสู่อะไร และบางคนก็ออกมาพูดว่าการที่ตนพูดแบบนี้ต้องการพูดให้คนกลัวใช่หรือไม่

"ผมอยากบอกว่า หากอธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีผู้เสียชีวิต 71 คน แล้วเกิดความกลัวนั้น ก็จะไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีผู้เสียชีวิต 43 คน จนกระทั่งเหตุการณ์พฤษภา 35 ที่มีผู้เสียชีวิต 40 สูญหาย 40 รวมถึงเหตุการณ์พฤษภา 53 ที่มีผู้เสียชีวิต ทั้งในเหตุการณ์และหลังเหตุการณ์ 100 ศพ บาดเจ็บ 2,000 คน เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนลุกขี้นสู้แล้วจะไม่มีความกลัว ดังนั้นที่พูดวันนี้ไม่ใช่พูดเพื่อให้กลัว แต่พูดเพื่อไม่ให้ทำลายจุดเเข็งของตัวเอง รวมถึงไม่ต้องการให้ใครต้องมาบาดเจ็บล้มตาย ขณะเดียวกันรัฐเองก็ต้องพยายามหาทางป้องกันและระมัดระวังถึงขั้นสูงสุด" นายจตุพร กล่าว

ข่าวล่าสุด