ผลผลิตส่วนนี้ เขานำมาแปรรูปขายและบรรจุเป็นข้าวที่มีตราผลิตภัณฑ์ของตนเอง อีกส่วนนำมาทำเป็นข้าวกล้องกรอบผสมรสชาติ บรรจุเป็นขวดขายในรูปแบบขนมขบเคี้ยวทานเล่น ผลผลิตในตราสินค้าตนเองหมุนเงินได้ช้ากว่า แต่มีกำไรเพิ่มสูงกว่าเยอะมาก
ข้าวที่ขายโรงสีขายอยู่กิโลกรัมละ 12 บาท
ข้าวที่ขายในตราสินค้าตัวเอง กิโลกรัมละ 52 บาท หรือมูลค่าเพิ่มขึ้น 4 เท่า (ทดอัตราสีข้าวเปลือกแล้ว)
ข้าวที่ที่แปรรูปเป็นข้าวกล้องในชื่อ "ข้าวกล้องกรอบวิรัชไรซ์" กล่องละ 35 บาท ตกราคาขายต่อกิโลกรัมละ 540 บาท หรือมูลค่าเพิ่มขึ้น 45 เท่า (ทดอัตราสีข้าวเปลือกแล้ว)
ผมได้ทดลองชิมข้าวกล้องของตี๋แล้วบอกได้ว่าถูกปากและรสชาติไม่แพ้ขนมขบเคี้ยวของบริษัทระดับโลก
เขายังร่วมงานกับเพื่อนในจังหวัดเดียวกัน ลงทุนในเครื่องสีข้าวคุณภาพดี มือสองจากญี่ปุ่น, รถหยอดข้าวจากญี่ปุ่น, และเครื่องขัดขาวจากจีน ผมถามเขาว่าทำไมใช้เทคโนโลยีเยอะ เขาบอกว่าถ้าใช้แรงงานน้อยลง เขาจะมีเวลาทำการตลาดให้กับสินค้าตนเองมากขึ้น
เขาเปลี่ยนรูปแบบแปลงเกษตรของครอบครัวมาได้ 5 ปี รายได้ของครอบครัวต่อปีเพิ่มขึ้นจากเดิมปีละแสนกว่าบาทเป็นห้าแสนบาทต่อปี เขาตั้งเป้าค่อยๆ พัฒนาแปลงข้าวของเขา พัฒนาพันธุ์, ดูแลคุณภาพข้าวอย่างเอาใจใส่, ทำเรือนแปรรูปที่ได้มาตรฐานเพื่อส่งออก และพัฒนาความรับรู้ในชื่อตราสินค้าของเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป