ขณะที่ประเด็นที่ว่าประตูวัดนี้อาจจะไม่ใช่ประตูดั้งเดิม จนเกิดกระแสไปมากมายว่าเอาของใหม่มาย้อมหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ทางสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นประตูไม้ดั้งเดิมแน่นอน สำหรับด้านการฟื้นฟูให้กลับมานั้น ในวันนี้ได้เตรียมเคมีเพื่อนำมาทดสอบ 17 ชนิด เนื่องจากทางวัดไม่ทราบว่า สีที่ช่างได้ทาทับลงไปนั้นเป็นชนิดไหน ดังนั้น ในวันนี้จึงได้นำน้ำยามาทดสอบว่า สีแต่ละชั้นเป็นสีอะไรบ้าง แล้วมีความบาง ความหนามากน้อยแค่ไหน
ผลการทดสอบก็พบว่า สีชั้นนอกสุดที่ลงรักสีดำ หรือเป็นสีน้ำมันสีดำสามารถลอกออกมาได้และไม่กระทบสีด้านใน เพราะชั้นที่สองมีชาดสีแดงรองไว้ แต่ไม่หนามาก ส่วนชั้นล่างสุดเป็นสีขาว และที่น่าเป็นห่วงเพราะสีขาวดังกล่าวลักษณะคล้ายกับสีที่นำมาใช้กับการทำสีรถ เป็นอีพ็อกซี่สีขาว แต่ก็โชคดีที่สีรองพื้นยังไม่เซ็ตตัวหรือยังไม่แข็งตัวเต็มที่
เนื่องจากมีชาดสีแดงและรักสีดำชั้นนอกสุด เป็นเหมือนฟิล์มเคลือบไว้ แต่ผลการทดสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ก็พบว่า การจะฟื้นฟูต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร แล้วต้องค่อยๆ ทำทีละจุด ไม่สามารถที่จะเปิดรักสีดำ และชาดสีแดงที่ทาทับไว้ทั้งหมดออกทีเดียวได้ เพราะจะเร่งให้อีพ็อกซี่สีขาวที่เป็นสีรองพื้นแข็งตัวเร็วขึ้น หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูภาพดั้งเดิมกลับมาได้
อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาฟื้นฟูทีละจุดแม้จะช้า แต่ต้องทำด้วยความใจเย็น ค่อยๆ ลอกสีออกแต่ละชั้น ไม่ให้กระทบกับภาพดั้งเดิม แล้วต้องทำทั้งบาน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งจะเร่งระดมเจ้าหน้าที่พร้อมน้ำยาเพิ่มเติมเข้ามาดำเนินการให้เร็วที่สุด ต้องแข่งกับเวลาไม่ให้สีเซ็ตตัว นอกจากนี้ก็ต้องห่วงสุขภาพของเจ้าหน้าที่ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำยาเคมีด้วย ขณะนี้ก็มีความมั่นใจอย่างมากที่จะฟื้นฟูให้กลับคืนมา แต่จะถึง 100 เปอร์เซ็นต์ยังไม่สามารถบอกได้ ก็จะทำให้ดีที่สุด
ส่วนที่บริเวณฝาผนังทางด้านหลังขององค์พระประธาน ซึ่งก่อนเดิมนั้นมีภาพวาดลวดลายอยู่นั้น จากการสอบถามทางวัดทราบว่าช่างได้มีการฉลุปูนเดิมออกไปแล้ว และได้มีการฉาบปูนใหม่ ตรงจุดนี้นั้นไม่สามารถทำให้กลับคืนมาได้แล้ว และงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของการซ่อมแซมบูรณะต่อไป