เนชั่นทีวี

ข่าว

แนะตั้ง"กก.ระดับชาติ"สางคดี"บอส"อย่าปล่อยให้มี "ผีโม่สำนวน"

28 ก.ค. 2563 | nalin_sin

แนะตั้ง"กก.ระดับชาติ"สางคดี"บอส"อย่าปล่อยให้มี "ผีโม่สำนวน"

ยังคงเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับการสั่งคดี "บอสรอดทุกข้อหา" ของอัยการ จากการชงหลักฐานพยานปากเอกเพิ่ม 2 ปากในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ของพนักงานสอบสวน คดีแบบนี้ทำให้อดีตตำรวจนักปฏิรูปถึงกับบอกว่า เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต และตั้งข้อสงสัยว่ามี "ขบวนการผีโม่สำนวน"

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีตตำรวจที่เคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปวงการสีกากีมานานปลายปี ให้สัมภาษณ์รายการ "เก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง" ถึงคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ขับรถเฟอร์รารีชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555 แต่คดีพลิกไปพลิกมา จากอัยการสั่งฟ้อง เป็น "สั่งไม่ฟ้อง" ทำให้สุดท้ายนายบอส "รอดทุกข้อหา" 

พ.ต.อ.วิรุตม์ ซึ่งเคยเป็นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า เกิดมาไม่เคยเห็นสำนวนการสอบสวนที่กลับไปกลับมาเช่นนี้มาก่อน จะเป็นครั้งแรกในโลกหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตของตนแน่นอน

ส่วนการเขียนสำนวนการสอบสวนให้คนตายตกเป็นผู้ต้องหาด้วย จนสร้างความงุนงงให้กับผู้คนในสังคมนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ บอกว่า แนวทางแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เพราะสำนวนการสอบสวนบิดได้หมด ตำรวจบางคนจัดให้ได้ เขียนให้เสือกลายเป็นนกพิราบก็ยังได้

สำหรับคดี "บอสรอดทุกข้อหา" พ.ต.อ.วิรุตม์ มองว่า น่าจะมีการวางแผนเตรียมการเอาไว้ก่อน เพราะมีการดำเนินการช่วยเหลืออย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายทันทีหลังเกิดเหตุ ซึ่งปกติจะต้องสันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่า "เมา" ตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าไม่มีการตรวจทันที มาตรวจในตอนหลัง ซึ่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เมื่อพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ผู้ต้องหาก็อ้างว่าเมาหลังขับ คือขับรถชนคน จึงเครียด แล้วไปดื่มเหล้า 

เรื่องเมาหรือไม่เมาขณะขับเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือไม่ เมื่อตำรวจไม่ยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ทันทีหลังเกิดเหตุ ทำให้ข้อหาเมาแล้วขับตกไป ส่งผลให้ข้อหาหลัก คือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีน้ำหนักน้อยลงไป เพราะจะเหลือเงื่อนไขเดียวคือ "ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด" หรือไม่ ซึ่งตอนแรกมีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่านายบอสขับรถด้วยความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่ภายหลังมีการสั่งสอบเพิ่ม และตำรวจอ้างประจักษ์พยาน 2 ปากที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนการสอบสวนมาก่อน อ้างว่ารถของนายบอส แล่นมาด้วยความเร็วแค่ 78 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คือ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตเมือง 

ฉะนั้นเมื่อสำนวนการสอบสวนของตำรวจครั้งแรกบอกว่า นายบอสไม่เมา และสำนวนการสอบสวนที่สอบเพิ่มในครั้งหลังบอกว่า นายบอสไม่ได้ขับรถเร็ว ก็ไม่มีองค์ประกอบของความประมาท สรุปว่านายบอสไม่ประมาท เมื่อไม่ประมาท ก็ไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 

"แบบนี้ก็มองว่ามีการวางแผนมาตั้งแต่ต้น เมื่อไม่เมา ไม่ได้ขับเร็ว ก็ไม่ประมาท ก็สั่งไม่ฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นๆ ก็ยื้อให้ขาดอายุความ" อดีตตำรวจนักปฏิรูป ระบุ และว่า สำนวนการสอบสวนแบบนี้เรียกว่า "สำนวนไม่ตรงปก" เรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้เงียบหาย และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรสั่งการให้ตั้ว "คณะกรรมการอิสระระดับชาติ" 

ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายที่เชื่อถือได้ ขึ้นมาตรวจสอบกระบวนการการสอบสวนทุกขั้นตอนว่าผู้รับผิดชอบได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนสอดคล้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่เพียงใด? แม้กระทั่งคำให้การของพยานที่ถูกเรียกมาสอบใหม่ มีที่มาที่ไปอย่างไร? เหตุใดจึงเพิ่งโผล่มาให้การในปี 2562 หลังจากเหตุเกิดถึง 7 ปี 

พ.ต.อ.วิรุตม์ ย้ำทิ้งท้ายว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ทำแบบนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้มี "ขบวนการผีโม่สำนวน" ลองคิดง่ายๆ คำให้การที่มีความสำคัญต่อผลของคดีอย่างยิ่งเช่นนี้ ตำรวจมีการบันทึกภาพและเสียงเป็นหลักฐานไว้ให้ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ถ้าไม่มีก็น่าคิดว่าเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายจริงหรือเปล่า 

ข่าวล่าสุด