เตือนรัฐบาลจะพังจากเพราะเรื่องเล็ก
27 ก.ค. 2563 | chairat_pat

"จตุพร พรหมพันธุ์" ชี้รัฐบาลพังก็เพราะจากเรื่องเล็ก พร้อมยกตัวอย่างล่ากระทิงทุ่งป่านเรศวรในอดีต เตือนคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง อาจกลายเป็นกระแสปลุกสังคมลุกขึ้นต้าน
ข่าว
27 ก.ค. 2563 | chairat_pat

"จตุพร พรหมพันธุ์" ชี้รัฐบาลพังก็เพราะจากเรื่องเล็ก พร้อมยกตัวอย่างล่ากระทิงทุ่งป่านเรศวรในอดีต เตือนคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง อาจกลายเป็นกระแสปลุกสังคมลุกขึ้นต้าน
(27 กรกฎาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ผ่านเพจ PEACETALK ย้ำถึงการเมืองไทยจะพังด้วยจุดเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเรื่องเล็ก โดยเปรียบเทียบประวัติศาสตร์การล่ากระทิงทุ่งใหญ่นเรศวรกลายเป็นชนวนขับไล่รัฐบาลเผด็จการทรราชถนอม กิตติขจร ต้องพังทลายลงในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
ขณะที่ปัจจุบัน เกิดกรณีทายาทธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง หลุดคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ซึ่งทำให้สังคมกังขา มีเสียงวิจารณ์กระบวนการยุติธรรม และเกิดอารมณ์สะเทือนใจระบาดออกไปอย่างกว้างขวาง
นายจตุพร กล่าวว่า ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งสำคัญในอดีตเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆ ที่สะเทือนถึงอารณ์ความรู้สึกของประชาชนแล้วเป็นชนวนทำให้รัฐบาลพังลงได้ ดังนั้น กรณีไม่สั่งฟ้องคดีขับรถชน ด.ต.วิชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ทองหล่อ จะเกิดการระบาดทางอารมณ์ไม่พอใจอย่างรวดเร็ว แล้วจะไปสมทบเป็นกองพลังอารมณ์อันใหญ่ทวีคูณกับการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา เยาวชนปลดแอก
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สะสมความสงสัยของคน และยังมีความไม่สบายใจมาตั้งแต่ต้น ตนเชื่อว่า ถ้าเขาแสดงความรับผิดชอบที่ดีต่อครอบครัวของดาบวิชียรแล้ว รวมทั้งเขาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย อาจเป็นการตั้งกองทุนรณรงค์เมาไม่ขับแล้ว เชื่อว่าศาลจะปราณี สังคมให้อภัย เช่นดังกรณีเสี่ยแบนซ์เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
"เมื่อตำรวจ อัยการ ไม่สั่งฟ้อง จึงไม่แน่ใจว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะลุกลามไปอย่างไร เพราะเมื่อมาถูกที่ถูกเวลากับการชุมนุม จึงเป็นเรื่องใหญ่ หรืออาจจะกลัวนักศึกษามีผู้มาชุมนุมไม่มากหรืออย่างไร ตนไม่เข้าใจเลย" ประธาน นปช. ระบุ
นอกจากนี้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ คาดว่ากรณีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง เปรียบเป็นการสอบเทียบพาสชั้นให้เหตุการณ์จบเร็วที่สุด เพราะสถานการณ์ลุกลาม ไม่มีอะไรอธิบายได้ดี เข้าใจและกระชากใจ เข้าถึงอารมณ์ได้เท่ากับเรื่องนี้ และที่สำคัญมาถูกที่ถูกเวลาจริงๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนวิเคราะห์นั้น การพังของรัฐบาลไม่ได้ไปด้วยเรื่องใหญ่ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นเรื่องเล็กๆทุกครั้ง และกรณีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง จะมีพลานุภาพเรียกคนมาชุมนุม ซึ่งการเมืองรอบนี้คงจะอยู่ไม่ยืดยาวเสียแล้ว
นายจตุพร กล่าวว่า อีกทั้งวัฒนธรรมทางการเมืองชุมนุมเรียกร้องยังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยคนรุ่นใหม่ยุคนี้ สามารถเชื่อมโยงแปลงการ์ตูนมาสื่อสารเรียกร้องทางการเมือง การยื่นเงื่อนไข 3 ข้อให้ยุบสภา เลิกคุกคาม ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นความต้องการที่งดงาม ชอบธรรมในการชุมนุมเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างมาก
"ผมเชื่อว่าในสถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้ พวกมือที่สาม เท้าที่สี่ เริ่มจะเข้าไปแทรกแซงการชุมนุมของนักเรียน-นักศึกษามากขึ้นผมไม่ได้มองการเมืองชั้นเดียว และผมมีจุดยืนประชาธิปไตยชัดเจนอยู่แล้ว แม้หลายคนมาหาเศษหาเลยประกาศตัดขาดกันบ้าง ผมก็บอกว่า คุณกับผมอยู่คนละพวกตั้งนาน ไม่เคยมาเป็นพวกกันเลย ไม่ต้องมาตัด ไม่มีอะไรต้องตัดกัน ถ้าผมถือ มาตรการปั่นจักรยานไปขึ้นเวที ผมว่าต้องขาดกันตั้งแต่วันนั้น" นายจตุพร ระบุ
นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวพยายามไม่ถือสา แม้หลายคนวิตกกังวล การพูดทำให้คนเข้าใจผิด แต่ไม่สนอะไรทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่พูด คือ ความปรารถนาดี ถ้าพูดเอาใจคนแล้วก็ไม่ต้องอยู่กัน เนื่องจากคนพวกนี้ไม่เคยอยู่ในสนามรบจริง แต่ชอบออกมาปากดี อวดเก่งวิพากษ์วิจารณ์เมื่อสงครามยุติแล้ว
ประธาน นปช. ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการยืนหยัดกับหลักการที่ยาวนานนั้น ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เพียงแต่ตนต้องการให้การต่อสู้ประสบชัยและปลอดภัย มันเป็นเรื่องใหญ่เสมอ เพราะการต่อสู้ต้องคิด แม้ท้ายที่สุดไม่สามารถยื้อได้ก็ตาม แต่ได้ทำดีที่สุด เนื่องจากมีอารมณ์ร่วมและสะเทือนใจที่สุดในแต่ละสมรภูมิการต่อสู้ในอดีต
อย่างไรก็ตาม การเตือนด้วยความปรารถนาดี ข้อเรียกร้องที่เป็นจุดแข็งนั้น ตนได้แสดงความคิดเห็น เพราะเวลานี้เป็นของคนหนุ่มสาว เมื่อการเรียกร้องชอบธรรมสังคมรับได้ แต่ถ้าอะไรกระทบกระเทือนจิตใจต้องขีดเส้นใต้ไว้ อย่างให้เป็นปัญหา
"การต่อสู้ต้องประกาศชัด บางคนบอกอย่างมักง่ายที่สุดว่า ประกาศชัดแล้วก็ตายเหมือนกัน สำหรับตนแล้ว ได้แต่ภาวนาว่า ต้องไม่ตายอย่างไร เพราะการต่อสู้เมื่อไปถึงจุดใดจุดหนึ่งแล้วต้องแสดงความรับผิดชอบสิ่งที่เราต้องการแล้วนั้น การที่คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาจำนวนมากขนาดนี้ ถือเป็นความอัศจรรย์ เมื่อยุคสมัยแตกต่างกัน ไม่มีทางที่เหมือนกัน และเรามองทุกอย่าง อย่างเข้าใจ" ประธาน นปช. กล่าว
ขณะเดียวกัน การทำงานการเมืองต้องไม่คิดแบบสวะ อย่าคิดหาเศษหาเลยเล็กน้อย โดยเฉพาะพวกสำเร็จความใคร่ด้วยความตายคนอื่นจึงน่าประณามที่สุด ตนจึงต้องวิจารณ์ ด่ามาด่าไป ไม่สนใจคนพวกนี้ เพราะตนต้องการให้บ้านเมืองเดินได้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ
"วันนี้ผมเชื่อว่า 3 ข้อเรียกร้องมีเหตุผล และจะจบลงที่นายกรัฐมนตรีมารับทั้ง 3 เรื่องแล้วประกาศไทม์ไลน์ปฎิบัติอย่างชัดเจน สิ่งที่ร้อนรุ่มทั้งหมดจะยุติ และถ้ามองคนหนุ่มสาวอย่างเข้าใจ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะจบไม่เหมือนการจบลงในอดีต" ประธาน นปช. ระบุ
นายจตุพร ย้ำว่า ขอให้ทุกฝ่ายต้องใช้ความอดทน และรัฐต้องไม่ปราบปรามประชาชน ฝ่ายนักเรียน นักศึกษาต้องขีดเส้นใต้ ถ้ายึดกันอย่างนี้ การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ตนไม่ต้องการเห็นความตายเกิดขึ้นอีก สองเหตุการณ์ที่ผ่านมากระทบกระเทือนใจมาก และการต่อสู้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ เป้าหมาย ต้องวางไว้ด้วยความอดทน อย่าให้เกิดการสูญเสีย
อย่างไรก็ตาม แม้ตนไม่มีความสามารถยุติความสูญเสีย ทั้งที่พยายามยื้ออย่างถึงที่สุด เพราะสองเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 ร่วม 200 ชีวิต แต่วันนี้ก็เช่นกัน ตนก็มีความปรารถนาอีกว่า ไม่ควรจะจบอย่างที่ตนเคยจบอีก เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่ยุยงส่งเสริมนั้น หลายคนเป็นนักสู้ที่ไม่เอาไหนทั้งนั้น
"ผมอยากบอกว่า เรื่องนี้จะจบลงด้วยสองฝ่ายต่างยอมรับความจริงซึ่งกันและกันว่าปัญหามีอยู่จริง และชนวนกระทิงแดงทองหล่อนั้น ผมเชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย เพราะประเทศไทยการเมืองไม่เคยพังเพราะเรื่องใหญ่ แต่จะพังด้วยเรื่องทองหล่อ หรือทุ่งใหญ่นเรศวรในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516" นายจตุพร กล่าว