เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทวี" จี้สอบ "ใครโง่" ทำเสียค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้าน

25 ก.ค. 2563 | nalin_sin

"ทวี" จี้สอบ "ใครโง่" ทำเสียค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้าน

เลขาธิการพรรคประชาชาติ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ออกโรงจี้รัฐบาลสอบสวนหาผู้รับผิด "ค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้าน" อย่างไม่เอนเอียง เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ ไม่ต้องมาแบกรับภาระจากคนทุจริต

ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กรณีขอให้รื้อคดีที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท.ต้องคืนค่าตอบแทนที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการพร้อมดอกเบี้ยราว 2.4 หมื่นล้านบาท ให้กับบริษัทโฮปเวลล์ฯนั้น
จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ทำให้เกิดค่าโง่ 2.4 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า การเสียหายครั้งนี้รัฐต้องสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเกิดมาการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะการบอกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งที่บริษัทโฮปเวลล์ฯยังคงส่งผลตอบแทนให้ต่อเนื่องทุกปี และการห้ามเข้าพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้บริษัทฯก่อสร้างต่อไม่ได้ เงินที่รัฐบาลต้องจ่ายที่เรียกว่า "ค่าโง่" เป็นเงินภาษีอากรของประชาชน จะต้องมีผู้ " รับผิด" ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันมีพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่ใช้บังคับอยู่
ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด พิพากษาสรุปว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2540 ให้ความเห็นชอบบอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์ และการบอกเลิกสัญญาและสั่งห้ามโฮปเวลล์เข้าพื้นที่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2541 ดังนั้นต้องสอบสวนข้อเท็จจริงหาผู้รับผิดชอบตั้งแต่คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้นที่ทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี ตัวคณะรัฐมนตรี รวมทั้งที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาล ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่รัฐอื่นในกระบวนการที่เห็นชอบให้บอกเลิกสัญญา จนถึงการที่มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาถึงโฮปเวลล์ พร้อมการสั่งห้ามเข้าพื้นที่ทั้งที่โฮปเวลล์ยังมีข้อโต้แย้งว่ายังจ่ายผลประโยชน์รายปีให้แก่รัฐต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยยุคปี 2540 ถึงสิ้นปี 2541 ว่ามีผู้ใดบ้างที่ต้องพิจารณาถึงว่าทำให้เกิดความเสียหายกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท หรือต้องรับผิดทางละเมิดครั้งนี้ ตามนัยมาตรา 8 ประกอบมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

กรณีข้างต้นคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ในเรื่องเสร็จที่ 990/2559 ว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ให้หน่วยงานต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิด แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกเกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอก เป็นอายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ย ซึ่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นเรื่องนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ
ฉะนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของเงินภาษีอากรของประชาชนมากกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลต้องหาผู้รับผิดชอบและดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างซื่อตรง ไม่เอนเอียงกับผู้ปฏิบัติงานของรัฐจนทำให้เกิดความเสียหายว่ามีผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ด้วยความยุติธรรมต่อไป

ข่าวล่าสุด