ลูกสาววอนสังคมหยุดด่ารับแม่กลับบ้านแล้ว
24 ก.ค. 2563 | sumalee

แม่เฒ่าหลงทางป่วยโรคหลงลืม เดินหลงออกจากบ้านสกลนคร มาโผล่อุดรธานี บอกคนที่พบเห็นว่าถูกลูกสาวและลูกเขยเอามาทิ้ง ล่าสุดลูกสาวรับกลับบ้านแล้ววอนโซเชียลหยุดด่า ไม่ได้ทิ้งแม่
ข่าว
24 ก.ค. 2563 | sumalee

แม่เฒ่าหลงทางป่วยโรคหลงลืม เดินหลงออกจากบ้านสกลนคร มาโผล่อุดรธานี บอกคนที่พบเห็นว่าถูกลูกสาวและลูกเขยเอามาทิ้ง ล่าสุดลูกสาวรับกลับบ้านแล้ววอนโซเชียลหยุดด่า ไม่ได้ทิ้งแม่
จากกรณีแม่เฒ่าวัย 78 ปี พิการแขนขาลีบ เดินโซซัดโซเซไปนั่งอยู่ริมถนนบ้านชัยเจริญ ต.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ชาวบ้านได้นำข้าวปลาอาหารมาให้กิน ซึ่งแม่เฒ่าอ้างว่า บ้านอยู่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ถูกลูกเขยทำร้ายทุบตีประจำ ซึ่งลูกสาวได้หลอกขึ้นรถปิกอัพ บอกว่าจะพาไปเยี่ยมญาติ ก่อนนำมาทิ้งที่ริมถนน ตำรวจได้ประสานไปยัง สภ.สว่างแดนดิน แจ้งว่านางไคขายบ้านไปอยู่กับลูกสาวที่ จ.อุดรธานี จึงนำส่งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.อุดรธานี เพื่อติดตามหาญาติ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ร.ต.อ.พิชัย เนตรพรหม รอง สวป.สภ.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี นายชวลิต สังสหชาติ ผญบ.บ้านชัยเจริญ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พมจ.อุดรธานี และ เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.อุดรธานี เดินทางมาบ้านเช่า เลขที่ 59 หมู่ 14 บ้านชัยเจริญ ต.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อมาเยี่ยม นางคาย ปัญจลักษณ์ อายุจริง 75 ปี แม่เฒ่าพิการ อ้างว่าโดนลูกสาว ลูกเขยนำไปทิ้ง หลังเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ประสานติดตามจนพบลูกสาวนำกลับมาส่งบ้านและกลับมาเยี่ยม นางคายว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร
โดยพบว่า นางคาย นอนหลับอยู่ภายในห้องเช่า และมี น.ส.กัลยาณี ปัญจลักษณ์ อายุ 36 ปี ลูกสาว ที่กำลังตั้งครรภ์นั่งไล่ยุงอยู่ข้าง ๆ และเอาผ้ามาเช็คตัวให้ โดย น.ส.กัลยาณี เปิดเผยว่า พื้นเพเป็นคนบ้านหัน ต.สว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แม่มีลูก 2 คน พี่ชายเสียชีวิตไปนานแล้ว ทำให้เหลือตนเพียงคนเดียว แต่งงานและย้ายมาอยู่ จ.อุดรธานี หลังจากพ่อเสียชีวิตในปี 2555 แม่ก็มีอาการหลงลืม ตนจึงนำแม่มาอยู่ด้วย และพาแม่ไปรักษานำยามาให้กิน แต่แม่ไม่ยอมกินยา ทำให้อาการหลงลืมหนักขึ้นจนจำทางกลับบ้านไม่ได้ และเคยหายออกจากบ้านไป 2 ครั้ง แต่ก็ตามกลับมาได้ตนเลือกทำงานอยู่ที่รีสอร์ทห่างจากบ้านประมาณ 300 เมตร เพราะสะดวกเวลากลับบ้านดูแลหาข้าวให้แม่กินช่วงกลางวัน ซึ่งแม่ก็เคยเดินออกจากบ้าน แต่พอร้านค้าเพื่อนบ้านพบ ก็จะบอกให้กลับบ้าน แม่ก็จะเดินกลับมาเอง หรือบางครั้งจะมีเพื่อนบ้านมาบอกตนให้ไปรับแม่กลับบ้าน ก่อนเกิดเหตุวันนั้น ตนและสามีออกไปทำงาน ปล่อยให้แม่อยู่บ้านตามปกติ เสร็จแล้วกลับมาดูแม่ พบแม่อยู่บ้านและบอกว่าหิวข้าว จึงออกไปซื้อข้าวให้แม่กิน พอกลับมาก็ไม่พบแม่แล้ว ตนได้นั่งรอให้สามีกลับมาเพื่อออกไปตามหาแม่ จนกระทั่งค่ำมีเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งโทรมาบอกว่า แม่เดินออกจากบ้าน ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตร และกลับบ้านไม่ถูก มีเจ้าหน้าที่นำแม่ไปไว้ที่ศูนย์ ตนกับสามีจึงไปรับแม่กลับมา
"หลังมีข่าวเสนอออกไป มีคนมาคอมเม้นท์ในข่าว พออ่านแล้วรู้สึกแย่ ตอนแรกทำใจได้ เพราะคนด่าไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร แต่คนที่รู้ก็มี แต่พอหนักเข้าก็ลำบากใจ เพราะว่าแฟนทำงานมีแต่คนว่า ออกไปตลาดก็มีแต่คนมอง คนถาม คนมาคอมเม้นท์ด่าว่า ลูกเลว ลูกชั่ว ด่าทุกอย่างสารพัด ทางพี่น้องก็โทรมาด่าว่าทำไมปล่อยให้แม่เป็นอย่างนั้น เราดูแลแม่อย่างดี แค่เราเผลอเท่านั้น และคนไปส่งที่ศูนย์ก็เร็ว อยากฝากว่า ถ้ารู้ไม่จริงอย่าเพิ่งว่า อย่าให้ข่าว เพราะมันมีผลกระทบเยอะ ครอบครัวรู้สึกแย่ โดนว่าสารพัด โดยเฉพาะทางครอบครัวสามีที่ว่าไปทำร้ายแม่ยาย"
น.ส.กัลยาณี เปิดเผยอีกว่า ตนขอยืนยันว่า ตนและสามีไม่เคยทำร้ายแม่ หรือเอาแม่ไปทิ้ง ส่วนรอยดำบริเวณขาคล้ายรอยฟกช้ำ เป็นร่องรอยเก่าที่แม่หกล้ม และผ่าตัดขา ทำให้แม่พิการ และแม่ชอบนอนทับขาตัวเอง เพราะตนและสามีต้องทำงาน ปล่อยให้แม่อยู่ตามลำพัง เกรงว่าจะเหงา ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะว่า ให้นำแม่ไปไว้ที่บ้านพักคนชรานั้น เช้านี้จึงได้ถามแม่ว่าไปอยู่บ้านพักคนชรารึเปล่า จะได้มีเพื่อน แม่จึงถามว่าจะไปส่งจริงหรือเปล่า ความรู้สึกตนยังห่วงแม่ ตนจึงลังเล แต่ก็กลัวแม่จะหายออกจากบ้านอีก จะแก้ปัญหาด้วยการล็อกประตูให้แม่อยู่ในบ้าน ป้องกันแม่เดินออกจากบ้านอีกต่อไป.