แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (20 24 ก.ค. 63)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัว โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร(โอเปกพลัส) ตามเป้าหมาย ประกอบกับอุปทานจากสหรัฐฯ ที่ยังปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันในหลายประเทศทั่วโลกฟื้นตัวหลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 ซึ่งอาจกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันโลกให้ปรับลดลงอีกครั้ง ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
1.ตลาดคาดอุปทานน้ำมันดิบจะเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น ในเดือน ส.ค. หลังจากที่ประชุมของกลุ่มโอเปกพลัส ในวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติคงเป้าหมายการลดกำลังการผลิตของกลุ่มที่ระดับ 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ส.ค. - ธ.ค. 63 ตามข้อตกลงเดิม ซึ่งเป็นตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยการลดเป้าหมายการลดการผลิตลงนี้จะทำให้โดยภาพรวมมีอุปทานเข้ามาในตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บางประเทศ ได้แก่ อิรัก, ไนจีเรีย, และคาซัคสถาน ตกลงที่จะลดกำลังการผลิตอีกราว 0.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนส.ค.และก.ย เพื่อชดเชยที่ผลิตเกินข้อตกลงในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา
2.กลุ่มโอเปกพลัส รายงานความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิตในเดือนมิ.ย.63 อยู่ที่ระดับ 107% เมือเทียบกับข้อตกลง โดยประเทศที่มีการลดกำลังการผลิตมากกว่าข้อตกลงเช่นซาอุดิอาระเบีย แอลจีเรีย คูเวตและรัสเซีย โดยความร่วมมือการปรับลดกำลังการผลิตในเดือนมิ.ย.63 ปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับความร่วมมือในเดือนพ.ค.63 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 87%
3.สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 10 ก.ค. 63 ปรับลดลง 7.5 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 531.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะปรับลด 2.1 ล้านบาร์เรล โดยตัวเลขที่ลดลงนี้ถือว่าสอดคล้องกับรายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ ของ Baker Hughes ที่ ปรับลดลง 5 แท่นสู่ระดับ 258 แท่น ซึ่งเป็นการปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 10 ติดต่อกัน ประกอบกับอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น 0.6% สู่ระดับ 78.1% ซึ่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของความต้องการใช้น้ำมัน