มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือก "ทีมเศรษฐกิจ" ชุดใหม่ ซึ่งต้องยอมรับว่าโควต้ากลางของนายกฯ และพรรคพลังประชารัฐมีเพียงตำแหน่งรองนายกฯ รมว.คลัง รมว.พลังงาน และ รมว.อุตสาหกรรม เท่านั้น ทั้งๆ ที่กระทรวงเศรษฐกิจมีทั้งหมด 7 กระทรวง นอกจาก คลัง พลังงาน อุตสาหกรรมแล้ว ก็ยังมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
ซึ่งจะเห็นได้ว่า 4 กระทรวงหลังอยู่ในมือพรรคร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยทั้งสิ้น
เหตุนี้เองหากจะพูดอย่างให้ความเป็นธรรมกับ "นายฯลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องยอมรับว่าการรื้อทีมเศรษฐกิจ จริงๆ แล้ว คือ รื้อเฉพาะโควต้ากลางของนายกฯ กับโควต้าของพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งว่างจากการลาออกของ "กลุ่มสี่กุมาร" คือ ตำแหน่ง รมว.คลัง กับ รมว.พลังงาน
การพิจารณาของนายกฯ อนุมานได้ว่าประเมินจากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจช่วงหลังโควิดเป็นหลัก และจุดนี้เองอาจเป็นสาเหตุที่นายกฯ เลือก นายปรีดี ดาวฉาย เนื่องจากเรียนจบกฎหมาย และมีความเชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างหนี้ การฟื้นฟูกิจการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยยุคหลังโควิด
ส่วนนายทศพร ศิริสัมพันธ์เลขาธิการสภาพัฒน์ แม้จะออกมาปฏิเสธแข็งขันว่าไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีหลังเกษียณวันที่ 30 ก.ย.นี้ แต่ก็เปิดทางว่าจะอยู่ช่วยงานเป็นเบื้องหลังให้นายกฯ