นอกจากนี้ ตนยังต้องห่างจากครอบครัว ลูก และภรรยา ส่วนประเด็นของความขัดแย้งระหว่างตนเองกับพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้น เริ่มจากประชาชนร้องเรียนเรื่องส่วยคาราโอเกะในพื้นที่ จ.นครพนม ยุคที่ พล.ต.ท.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็นผบ.ตร.และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จึงได้ฟ้องพล.ต.อ.วิเชียร กับลูกน้อง 11 คน รวมทั้งตนเองด้วย แต่สุดท้ายก็ต่อสู้คดีจนยุติเสร็จสิ้นทุกคดี แต่ก็ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนอย่างมากจากการถูกโยกย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้มีคดีความที่ทั้ง 2 ฝ่ายฟ้องร้องกันอีกกี่คดี พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กล่าวว่า มีคดีนี้ที่ตนเองยื่นฟ้องพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เป็นจำเลย จำนวน 1 คดี เพราะว่าเป็นการฟ้องกลับคดีที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฟ้องตนเป็นจำเลย เมื่อปี 2554 แล้วศาลพิจารณายกฟ้อง จากนั้นจึงได้ตรวจพยานหลักฐานต่างๆ ในสำนวนคดีพบว่า มีข้อความเท็จและเบิกความเท็จ จึงนำรายละเอียดดังกล่าวมายื่นฟ้องกลับต่อศาลอาญา โดยขั้นตอนอยู่ระหว่างกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย
"ตนยืนยันจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้องของสังคม และอยากให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำฟ้องคดีหมายเลขดำ อ.2699/2562 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ขณะฟ้องพ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ โจทก์เป็นตำรวจ ตำแหน่งผู้กำกับ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.จชต.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จำเลยกระทำผิดอาญา โดยเจตนานำคดีอาญามาฟ้องโจทก์อันเป็นเท็จต่อศาลอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกัน สมคบกัน สั่งการ ก่อใช้ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีกล่าวหาโจทก์ว่าพา นายเขตสยาม เนาวรังสี เจ้าของร้านคาราโอเกะ ตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม หลบหนีคดีไปยังประเทศลาว โดยมีการพูดจาทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อศาลอาญา ตามคำให้การพยานของจำเลย