เนชั่นทีวี

ข่าว

"พิชัย" จี้ "บิ๊กตู่" เร่งปรับ ครม. ด้วยคนเก่ง

16 ก.ค. 2563 | thongthai_raw

"พิชัย" จี้ "บิ๊กตู่" เร่งปรับ ครม. ด้วยคนเก่ง

"พิชัย" จี้ "บิ๊กตู่" เร่งปรับ ครม. ด้วยคนเก่ง หลัง สมคิด และ 4 กุมารลาออก ชี้ ความจริง 9 ข้อ ที่ ผู้นำต้องได้รับจากการเข้าพบสื่อ ห่วง ความล้มเหลวเกินเยียวยา

(16 กรกฎาคม 2563) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ 4 กุมาร คือ นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมฆินทรีย์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ตามกระแสกดดันจากพรรคพลังประชารัฐ จึงเปิดโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องนายกฯ เร่งปรับ ครม. โดยเร็ว ทั้งนี้ โดยต้องหาบุคคลมีความรู้ ความสามารถ อย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง มีความเข้าใจระบบการเมืองไทย เข้ามารับตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ต้องย่ำแย่ลงไปอีก ถึงกระนั้นก็ยังมีโอกาสที่จะล้มเหลวสูงและอาจเสียคนได้ "เหมือนที่นายสมคิดเสียคนจากปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมาตลอด 6 ปี แล้วยังมาเจอปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมให้หนักขึ้น" อย่างไรก็ตาม การปรับ ครม. เศรษฐกิจครั้งนี้ ยังเท่ากับพล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับความล้มเหลวในการบริหารประเทศทางด้านเศรษฐกิจมาตลอด 6 ปี อีกทั้งการปรับ ครม. ครั้งนี้ น่าจะสร้างความขัดแย้งกันอย่างหนักในพรรคพลังประชารัฐ ที่แกนนำผิดหวังจากตำแหน่งที่คาดหมาย และอาจนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลได้ ส่วนการที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าพบสื่อสำนักต่างๆ ทั้งที่ตลอด 6 ปี ไม่เคยทำมาก่อน น่าจะเป็นเพราความนิยมของตัวนายกฯเสื่อมถอยลงอย่างมาก ดังนั้น การเข้าพบสื่อสำนักต่างๆนี้ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะได้รับข้อมูลจริงที่สำคัญ 9 ข้อ 1. ความนิยมในตัวพล.อ.ประยุทธ์เสื่อมถอยลงจริง และหนักมาก เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีผลงานให้ประชาชนจับต้องได้ เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างมาก ประกอบกับการที่รัฐบาลอยู่มานาน เป็นปกติที่ประชาชนจะเบื่อหน่ายอยู่แล้ว "หากจำกันได้ในสมัยพลเอกเปรมก็มีลักษณะคล้ายกัน ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม มีผลงานมากกว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์อย่างมาก แต่คนก็ยังเบื่อ ดังนั้น คนจะเบื่อพล.อ.ประยุทธ์มากกว่าหลายเท่า ขนาดพล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ จ.ระยอง คนยังไม่พอใจกันอย่างมาก รูปชายหนุ่ม 2 คนชูป้ายต่อว่า มีการกระจายกันในโซเชียลเป็นจำนวนมาก และเมื่อตำรวจไปจับก็ยิ่งเป็นประเด็นใหญ่" นายพิชัย กล่าว 

นายพิชัย กล่าวต่อว่า 2.เศรษฐกิจไทยย่ำแย่อย่างมาก ประชาชนเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารผิดพลาด ตั้งแต่ก่อนมีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจ ขนาดนายสมคิด ยังยอมรับเองว่าถอดใจมาหลายปีแล้ว น่าจะแสดงว่ารู้ตัวแล้วว่าบริหารเศรษฐกิจล้มเหลวมาตลอด แต่แก้ตัวแบบมั่วๆ เพื่อเอาตัวรอดไปในแต่ละปี พอมาเจอวิกฤตการณ์โควิด-19 สถานการณ์เลยยิ่งทรุดหนักจนเดือดร้อนกันไปทั่ว 3.การปรับ ครม. ที่จะเกิดขึ้น จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้หรือไม่ ถ้าหากประสบความล้มเหลวอีก ประชาชนคงไม่ให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ในการบริหารประเทศอีกต่อไปแล้ว 4.ความผิดซ้ำซ้อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ปล่อยให้มีการแพร่ไวรัสที่สนามมวย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการแพร่กระจายครั้งแรก ต้องล็อกดาวน์กัน ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และต่อมายังปล่อยให้แพร่กระจายจากทหารอียิปต์ที่ใช้สิทธิพิเศษไม่ต้องกักตัว ซึ่งอาจเกิดการแพร่กระจายของไวรัสได้ สิทธิพิเศษต้องหมดไป และต้องไม่มีการยกเว้น เพราะไวรัสไม่ยกเว้นใคร ทุกคนมีโอกาสติดกันได้หมด5.การข่มขู่ว่าจะล็อกดาวน์ ปิดเมือง ทั้งที่เป็นความผิดพลาดของภาครัฐ ในการปล่อยให้เกิดการกระจายไวรัสของอภิสิทธิ์ชน จะยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน และจะทำลายเศรษฐกิจให้ย่อยยับได้ หลายคนถึงกับบอกว่าถ้าล็อกดาวน์อีกคงไม่มีการทำงานจากบ้าน (Work from Home) แล้ว เพราะคงไม่มีบ้านเหลือแล้ว ถ้าไม่ขายบ้านก็คงถูกยึดบ้านแน่ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าบ้านแล้ว ขณะเดียวกัน 6.เศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ยากมาก เพราะไทยขาดการลงทุนภาคเอกชนมาตลอด 6 ปี เพราะรัฐบาลไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ ดังนั้น รัฐบาลจะพึ่งเครื่องจักรเศรษฐกิจใดที่จะฟื้นเศรษฐกิจ ในเมื่อการท่องเที่ยวปีหน้าก็คงยังไม่ฟื้นถึงครึ่งหนึ่งของก่อนมีการแพร่ระบาดของไวรัส การส่งออกก็ลดลงมาจากการลงทุนที่ลดลง อุตสาหกรรมที่ล้าสมัย และเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ การบริโภคของประชาชนก็ลดลงตามรายได้ที่ลดลง แถมการใช้จ่ายภาครัฐยังสะเปะสะปะ เหมือนการจัดงบประมาณปี 64 และ การใช้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจจริง อีกทั้งการจะใช้เวลา 2-3 ปีถึงจะกลับมาสู่ที่เก่าได้ ทั้งๆที่ที่เก่าก็เป็นเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร 7.ความไม่พอใจของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่มีต่อรัฐบาลจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากแฟลชม็อบต้องเว้นไปหลังเกิดโควิด ซึ่งอาจจะนำมาสู่การแสดงออกถึงความไม่พอใจครั้งใหญ่ในไม่ช้า และจะมีแนวร่วมจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและคนตกงาน 8-10 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไข และป้องกัน การคง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่ได้แก้ปัญหาแต่กลับจะยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจ 

นายพิชัย ระบุต่อว่า 8.การหาจุดสมดุลระหว่างการป้องกันการระบาดไวรัสและการดำเนินการทางเศรษฐกิจ ในระยะแรกที่เรายังไม่รู้ลักษณะของไวรัสและการระบาด อาจจะมีความจำเป็นต้องล็อกดาวน์ แต่ในตอนนี้ที่มีข้อมูลของไวรัสและการระบาดค่อนข้างละเอียดแล้ว การต้องส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นมากที่สุดเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนภายใต้ข้อจำกัดที่ต้องควบคุมการระบาดด้วย ทั้งนี้เพราะปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องใหญ่ และอาจจะฆ่าประชาชนในจำนวนที่มากกว่าไวรัสมาก หากรัฐบาลไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ และจะมีคนตกงานกันหลายล้านคนตามที่คาดกัน 9.อย่าหลงเชื่อ คนเอาใจ สื่อเอียงข้าง หรือโพลที่ออกมาอวย โดยไม่ได้ดูความเป็นจริงว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม ของประเทศได้ทรุดโทรม เสื่อมถอยลงมากขนาดไหน ถ้ายังจะเข้าข้างตัวเองโดยไม่ลืมหูลืมตา สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงไปอีก"ความจริงทั้ง 9 ข้อนี้น่าจะเป็นข้อมูลถูกต้องที่พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะต้องได้รับจากการพบสื่อมวลชน หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่เลือกจะรับฟังเฉพาะเรื่องตัวเองอยากฟังเท่านั้น หรือ ไปเพื่อจะขอให้สื่อช่วยเชียร์ตัวเองเท่านั้น ซึ่งสื่อเองคงไม่สามารถเชียร์สวนกับความเป็นจริงและสวนความรู้สึกของประชาชน ที่มีต่อสภาวะการณ์ที่ย่ำแย่อย่างหนักที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ควรนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พร้อมไปกับการปรับ ครม. ครั้งนี้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสายเกินไปแล้วหรือไม่ เพราะความล้มเหลวอาจจะเกินเยียวยาแล้ว" นายพิชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด