นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงแนวทางการลงทุนและแนวทางการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานในประเทศไทยโดยฝ่ายนักธุรกิจญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจในธุรกิจหลายด้าน อาทิ เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ธุรกิจการผลิตปิโตรเลียม ตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG การผลักดันมาตรฐานเชื้อเพลิงน้ำมัน EURO-5 รวมถึง ได้แสดงความสนใจในนโยบายภาครัฐของไทยในการสนับสนุนธุรกิจด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อผลิตไฟฟ้า และการสนับสนุนของภาครัฐในการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง เป็นต้นทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลแนวนโยบายภาครัฐของประเทศ รวมถึงร่วมกันหารือทิศทางการพัฒนาพลังงานในด้านต่าง ๆ ร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่น อาทิ การให้ความสำคัญกับการลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิลและการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานให้มีความหลากหลายและสมดุล รวมถึงการมุ่งเน้นการใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจากท้องถิ่น โดยผลักดันให้เกิด "โรงไฟฟ้าชุมชน" เช่น การผลิตก๊าซชีวภาพจากของเหลือใช้จากภาคการเกษตร การผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้ไผ่ การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน เป็นต้น ส่วนในด้านเชื้อเพลิงชีวภาพที่ฝ่ายญี่ปุ่นให้ความสนใจนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลทิศทางการพัฒนาการใช้น้ำมันไบโอดีเซลและเอทานอลในภาคขนส่ง โดยกำหนดมาตรฐานสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพให้ใช้ B10 และ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก นอกจากนั้น ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว โดยผลักดันกระบวนการประมูลแหล่งเชื้อเพลิงปิโตรเลียมให้ทันตามกำหนดเวลา การมุ่งไปสู่การเป็น LNG Hub ของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้ง เร่งการเจรจาเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมในเขตพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงด้านพลังงานอย่างสมดุลและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวต้อนรับและเชิญชวนนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้เกิดการพัฒนาด้านพลังงานร่วมกันทั้งในด้านนโยบายและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานของประเทศไทย ในอนาคตต่อไป