เนชั่นทีวี

ข่าว

การเมืองใหม่ไม่ใช่ New normal

12 ก.ค. 2563 | thanita_boo

การเมืองใหม่ไม่ใช่ New normal

ผลสำรวจของ "ซูเปอร์โพล" เมื่อวันเสาร์ที่สอบถามทัศนคติของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองภายหลังเกิดกรณี "สี่กุมาร" และการทวงตำแหน่งรัฐมนตรีของคนในพรรคพลังประชารัฐ คงตรงใจใครหลายคน และคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกสะใจ

"เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อพรรคการเมือง ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 ระบุ ลดลง ถึงไม่เชื่อมั่น หมดความศรัทธา เพราะเต็มไปด้วยคนมีประวัติด่างพร้อย แย่งตำแหน่ง แย่งอำนาจกัน มุ่งแต่จะถอนทุนคืน วิ่งเต้น วางบิลซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี ทรยศ หักหลัง..."


จริงๆ แล้วทัศนคติที่เป็นลบของผู้คนที่มีต่อนักการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย (จะว่าไปก็เป็นกันเกือบทั้งโลก) ถึงขั้นที่มีเพลง หรือคำเปรียบเปรยติดปากด่าทอนักการเมืองจนกลายเป็นเรื่องขบขัน


แต่ใน พ.ศ.นี้ ในยุคที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้แบบไม่มีข้อจำกัด พร้อมๆ กับวิกฤตใหญ่หลังโควิดที่รอถล่มอยู่ตรงหน้า ทำให้ความคาดหวังของประชาชนที่มีนักการเมืองและพรรคการเมืองมีสูงมากเป็นพิเศษ หลายคน (รวมถึงนายกฯตู่) จึงพยายามเรียกร้อง "การเมืองใหม่" หรือที่เรียกว่า new normal ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่การเมืองใหม่แต่ประการใด


วังวนการเมืองไทยทั้งในแง่ค่านิยมและกลไกการเข้าสู่อำนาจเอื้อให้เกิด "วงจรอุบาทว์" คือทุ่มลงทุนทุกวิถีทาง (เงิน โกง โฆษณาขายฝัน) เพื่อเอาชนะในเขตเลือกตั้ง แล้วใช้เป็นสปริงบอร์ดส่งตัวเองหรือพวกพ้องในกลุ่มตนขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี


และการเป็นรัฐมนตรี หรือฝ่ายบริหาร ก็หมายถึงการเป็นผู้ชนะ เพราะมีอำนาจใช้งบประมาณแบบ 100% คล้ายทฤษฎี zero sum game หรือ winner-take-all จึงแทบไม่มีใครคิดเรื่องภารกิจการออกกฎหมายซึ่งเป็นงานสำคัญไม่แพ้กันของฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย

ขณะที่ความจริงในสภาของฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังใช้ระบบสัดส่วนที่คิดจากจำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองในการกำหนดโควต้าในคณะกรรมาธิการทั้งสามัญและวิสามัญอีกด้วย ฯลฯ เมื่อเป็นแบบนี้ คำถามคือ แล้วใครอยากจะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งหมายถึง "ฝ่ายแพ้" หนำซ้ำยังแพ้แบบแทบไม่ได้อะไรเลย คือผลลัพท์เป็นศูนย์ด้วย


ทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์แย่งชิง รุมทึ้งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยไม่ต้องดูเงาหัวหรือปูมหลังของตัวเองว่ามีคุณสมบัติอะไรเหมาะสมบ้างหรือไม่ เพราะการเมืองเขาไม่ได้มองกันที่ตรงนั้น แต่มอง "ทุน" ที่ลงตอนเลือกตั้ง และจำนวน ส.ส.ในระบบสัดส่วน-โควต้า


ค่านิยมการเมืองแบบนี้แก้ยากและนักการเมืองเขาก็ไม่สนใจจะแก้ด้วย วิธีการที่จะพอช่วยได้ จริงๆ ก็เคยคิดทำกันมาแล้ว คือการแยกการเลือกตั้งออกเป็น 2 ระบบ คือระบบเขต สำหรับ ส.ส.ที่ไปทำงานในสภา และระบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อโชว์ตัวบุคคลที่พรรคเตรียมไว้เป็น "คณะรัฐมนตรี" หากชนะเลือกตั้ง ประชาชนก็จะได้มองเห็นโฉมหน้า ครม.ตั้งแต่วันหย่อนบัตรลงคะแนน


ระบบนี้เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญปี 40 และยังมีกฎเหล็กให้ ส.ส.ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องพ้นจากความเป็น ส.ส.ด้วย เรียกว่า "ขาลอย" ถ้าทำงานไม่ดี ถูกสอยออก ก็เท่ากับตกงาน



นี่คือการแก้ไขในแง่ของกลไกการเข้าสู่อำนาจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ใช้มาเมื่อ 20 ปีก่อน แต่นักการเมืองที่มุ่งผลประโยชน์เป็นหลักไม่ชอบ ทำให้ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (รวมทั้งการรัฐประหาร) ก็มีการพยายามแก้ไขกลไกนี้ แก้ไปแก้มาจนเละ ย้อนยุคกลับไปสู่ระบบฝุ่นตลบแบบเดิม ทั้งโกง ทั้งเงิน ทั้งโกหก เพื่อแลกกับอำนาจ


จริงๆ แล้วในทางรัฐศาสตร์ต้องยอมรับว่า "การเมือง" กับ "ผลประโยชน์" เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ด้วยเหตุนี้กลไกการเข้าสู่อำนาจ และกติกาที่ออกมาควบคุมการใช้อำนาจจึงเป็นสิ่งสำคัญ การเมืองใหม่ที่นายกฯพูดจึงไม่ใช่เรื่อง new normal แต่เป็นเรื่องเก่าที่ต้องย้อนกลับไปหาหลักการตั้งต้นของทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจเลยด้วยซ้ำ


ฉะนั้นสิ่งที่นายกฯควรจะพูดถึงมากกว่า ก็คือการเปิดทางให้ร่างกติกาประเทศกันใหม่ เพื่อสร้างกลไกมาควบคุมนักการเมือง ไม่ใช่ปากก็พร่ำแต่ new normal แต่ตัวเองกลับลอยตัวให้นักการเมืองเขี้ยวลากดินหาบหาม และได้ประโยชน์จากการเมือง old normal ไปแบบเต็มๆ

ข่าวล่าสุด