"เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อพรรคการเมือง ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 ระบุ ลดลง ถึงไม่เชื่อมั่น หมดความศรัทธา เพราะเต็มไปด้วยคนมีประวัติด่างพร้อย แย่งตำแหน่ง แย่งอำนาจกัน มุ่งแต่จะถอนทุนคืน วิ่งเต้น วางบิลซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี ทรยศ หักหลัง..."
จริงๆ แล้วทัศนคติที่เป็นลบของผู้คนที่มีต่อนักการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย (จะว่าไปก็เป็นกันเกือบทั้งโลก) ถึงขั้นที่มีเพลง หรือคำเปรียบเปรยติดปากด่าทอนักการเมืองจนกลายเป็นเรื่องขบขัน
แต่ใน พ.ศ.นี้ ในยุคที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้แบบไม่มีข้อจำกัด พร้อมๆ กับวิกฤตใหญ่หลังโควิดที่รอถล่มอยู่ตรงหน้า ทำให้ความคาดหวังของประชาชนที่มีนักการเมืองและพรรคการเมืองมีสูงมากเป็นพิเศษ หลายคน (รวมถึงนายกฯตู่) จึงพยายามเรียกร้อง "การเมืองใหม่" หรือที่เรียกว่า new normal ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่การเมืองใหม่แต่ประการใด
วังวนการเมืองไทยทั้งในแง่ค่านิยมและกลไกการเข้าสู่อำนาจเอื้อให้เกิด "วงจรอุบาทว์" คือทุ่มลงทุนทุกวิถีทาง (เงิน โกง โฆษณาขายฝัน) เพื่อเอาชนะในเขตเลือกตั้ง แล้วใช้เป็นสปริงบอร์ดส่งตัวเองหรือพวกพ้องในกลุ่มตนขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี
และการเป็นรัฐมนตรี หรือฝ่ายบริหาร ก็หมายถึงการเป็นผู้ชนะ เพราะมีอำนาจใช้งบประมาณแบบ 100% คล้ายทฤษฎี zero sum game หรือ winner-take-all จึงแทบไม่มีใครคิดเรื่องภารกิจการออกกฎหมายซึ่งเป็นงานสำคัญไม่แพ้กันของฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย