นายภณวัชร์นันท์ กล่าวต่อว่า สำหรับการค้นหาทุนในท้องถิ่นนั้น ตนอยากเริ่มต้นโฟกัสไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ คือ การค้นหาทุนดั่งเดิม เช่น งานฝีมือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ธุรกิจอาหารไทย การแพทย์แผนไทย ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ กระจายเสียง เพลง งานออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม โฆษณา ซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ ส่วนท้องถิ่นยังสามารถนำงบประมาณ กำหนดพื้นเป็น ตำบลสร้างสรรค์ ค้นหาประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ในท้องถิ่น การพัฒนาจะต้องมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม (Creative and Green Economy) ซึ่งเป็นกระแสการพัฒนาของโลกในปัจจุบัน การสื่อสาร และคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับภาคการผลิตสร้างสรรค์ การส่งเสริมการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนและวัฒนธรรมท้อง ถิ่น การให้คุณค่าต่อทรัพย์สินทางปัญญาจากความคิดสร้างสรรค์ โดย มีกฎหมาย และกฎระเบียบที่ช่วยในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และกระบวนการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ศึกษาวิจัยและพัฒนาเชิงลึกในสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนวัฒนธรรม โดย ทำการศึกษาใน 5 ประเภท ได้แก่
(1) มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา และความหลากหลายทางชีวภาพ (2) เอกลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม (3) งานช่างฝีมือและหัตถกรรม (4) อุตสาหกรรมสื่อ บันเทิง และซอฟต์แวร์ (5) การออกแบบและพัฒนาสินค้าเชิงสร้างสรรค์ ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและนำผลิตภัณฑ์และบริการสู่ตลาดทั้งภายใน ประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ในการศึกษาวิจัยในเชิงลึกนี้ จำเป็นต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลและมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการกำหนดมาตรฐานขอบเขตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ชัดเจน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ การพัฒนา ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative entrepreneurs) เป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ สินค้าและบริการรูปแบบใหม่ให้มีจุดเด่น และสามารถต่อยอดด้วยความคิดและนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และก้าวทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เช่น การปรับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การปรับเปลี่ยนรสนิยมและพฤติกรรมการบริโภคที่มีความต้องการสินค้าและบริการ ที่มีความสร้างสรรค์มากขึ้น เป็นต้นนอกจากนี้ นายภณวัชร์นันท์ กล่าวว่า ในการนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก โอกาสใหม่โดยการสร้างความได้เปรียบจากความหลากหลายและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม และความเป็นไทยเพื่อสร้างเศรษฐกิจและสังคมสร้างสรรค์ (Creative economy and creative society) ให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในเวทีระดับโลกได้ต่อไป ในอนาคต สร้างผลตอบแทนทางสังคมคิดเป็นมูลค่า และสร้างเงินหมุนเวียนให้แก่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น การลงทุนของภาครัฐในภาคสร้างสรรค์และนวัตกรรมไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่ยังกระจายไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมการแพทย์ อย่างเครือข่าย Culture, Health การมีแผนธุรกิจที่สามารถรองรับความเสี่ยงและดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนได้ไปพร้อมกัน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม องค์กรที่ทำงานด้านวัฒนธรรมจะประสบความสำเร็จทั้งในทางสร้างสรรค์และในทางธุรกิจได้ ต้องอาศัยแหล่งรายได้ที่หลากหลาย โดยมีการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลักในการขับเคลื่อนความคิดใหม่ๆ แล้วนำไปเสนอในเวทีที่สามารถดึงดูดนักลงทุนเอกชน