จากดราม่าตรวจสอบเงินบริจาค ลามมาถึงการ "เปิดวอร์" ระหว่างเพจดังกับรายการเกี่ยวกับผีๆ สางๆ งานนี้ไม่ได้ล้วงลึกแค่เรื่่องเงินบริจาค แต่ยังลามไปถึงการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำเสนอรายการประเภทนี้ว่าเป็นการมอมเมาหรือไม ประเทืองปัญญาตรงไหน และสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถืออยู่อย่างไร ที่สำคัญใครกันแน่? ที่ต้องใช้วิจารณญาณ ระหว่างคนดูกับผู้ผลิตรายการ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

จากดราม่าเพจดังแฉรายการผีรายการหนึ่งว่างมงาย บิดเบือนประวัติศาสตร์ และตั้งคำถามถึงการรับบริจาคเรี่ยไรเงินบูชาเครื่องรางของขลัง ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากฮือออกมาจับผิดเนื้อหารายการกันให้วุ่น แต่จะประเด็นจะจริงเท็จประการใด ความจริงคงปรากฏในอีกไม่ช้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเรื่องราวไปข้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ใครที่ยังนิยมชมชอบในการเสพสื่อลักษณะนี้ก็ควรรู้ให้ลึกถึงแก่นของพระธรรมด้วย
หลังดราม่ารายการผีถูกเผยแพร่จนเพจดังนำมาแฉ ปรากฏว่า พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้โพสต์เฟสบุ๊คเชิงขำขันถึงการบอกเล่าเรื่องราวของอาจารย์ (หมอผี) ในรายการผีรายการหนึ่ง ที่เล่าว่าบุคคลในประวัติศาสตร์กลับชาติมาเกิดเป็นสุนัข โดยพระมหาไพรวัลย์ทิ้งท้ายว่า "ปล. อาตมารู้สึกสงสารพระยาเกียรติมาก ตายไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว อยู่ดีดีมาถูกกล่าวหาว่าเกิดเป็นหมาจรจัดเฉยเลย"
แค่เพียงโพสต์สั้นๆ ก็ทำให้คนที่ได้อ่านคิดตาม บางคนอาจจะตระหนักได้ว่าเนื้อหาในรายการเป็นการทึกทักเอาเองหรือไม่ และหากได้ฟังคำอธิบายเพิ่มเติมจะยิ่งเข้าถึงหลักคิดทางพระพุทธศาสนามากขึ้น

ดราม่า "รายการผี" ใครกันแน่ต้องมีวิจารณญาณ

"ทีมข่าวเนชั่นทีวี" ได้มีโอกาสนมัสการ และขอสัมภาษณ์ พระมหาไพรวัลย์ ในช่วง "จับกระแส" รายการเก็บตกจากเนชั่น ภาคเที่ยง (2 ก.ค.) เปิดประเด็นกันด้วยเรื่องคำสอนของพุทธศาสนาว่า มีคำสอนใดเกี่ยวข้องกับเรื่อง"ผี" หรือไม่ ถ้ามี...คำสอนนั้นคืออะไร
พระมหาไพรวัลย์ อธิบายว่า คนชอบพูดกันบ่อยว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องผี เรื่องวิญญาณ แต่ประเด็นคือพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเกี่ยวกับเรื่องของความตายในแบบที่คนไทยพากันไปหลงทางอยู่อย่างทุกวันนี้ (พวกที่ตามส่อง ตามดู ตามหา เกี่ยวกับผี วิญญาณ) แต่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องโลกหลังความตายเพื่อให้คนใช้ชีวิตตอนที่ยังมีลมหายใจให้คุ้มค่าและมีประโยชน์ เป็นสัจธรรมว่าในวันหนึ่งเราทุกคนต้องตาย
ในอีกมิติหนึ่งพระพุทธเจ้าสอนว่า ในฐานะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราควรจะทำอะไรที่เป็นคุณงามความดีไปถึงคนที่เป็นบรรพบุรุษ เป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นญาติของเราที่ล่วงลับไปก่อน ไม่เคยมีคำสอนให้พาพระหรือให้ใครไปนั่งดูผีจนเกร่อไปหมดเหมือนทุกวันนี้

สิ่งที่เราต้องทำคือ การแยกความเชื่อ การเชื่อในลักษณะที่ว่า "ทุกที่มีผี" ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ เป็นความเชื่อแบบศาสนาบรรพกาล ไม่ใช่ศาสนาแบบพุทธ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนจะเป็นลักษณะภพภูมิ เช่น ตายแล้วไปเกิดทันที ขึ้นสวรรค์ ลงนรก อบายภูมิ นั่นหมายถึงว่ามีภพภูมิรออยู่หลังความตาย แต่ความเชื่อที่ว่ามีวิญญาณคอยตามหลอกหลอน เป็นผีแม่ลูกแลบลิ้นปลิ้นตา ตรงนี้เป็นความเชื่อแบบ "ศาสนาผี"
ส่วนวิธีที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ พระมหาไพรวัลย์ แนะว่า เชื่อได้ แต่ต้องระวังในการเข้าไปปฏิบัติต่อความเชื่อของเรา เช่น เชื่อเรื่องผี ก็ต้องถามตัวเองว่า เชื่อแล้วมีประโยชน์อะไร ไม่ต่างกันกับการที่เราจะตกลงใจเชื่อใครก็ตามที่อ้างว่ามีตาวิเศษ มีญาณทิพย์ สามารถสื่อสารคุยกับผีได้ แล้วก็เอากล้องถ่ายรายการที่ทำให้เห็นเอฟเฟคเป็นเส้นๆ มาใช้ และเผยแพร่ไปตามสื่อว่านี่คือวิญญาณ ตรงนี้ไม่ใช่ความเชื่อแน่ๆ แต่เป็นความงมงาย มอมเมาให้เป็นตุเป็นตะ และสิ่งที่แย่ที่สุดคือ การนำเรื่องทางศาสนา และเรื่องทางประวัติศาสตร์ไปบิดเบือน
พื้นฐานคนไทยชอบเรื่องทำนองนี้อยู่แล้ว คือเรื่องที่มองไม่เห็น เมื่อใดที่มีการเผยแพร่ก็โยนให้เป็นความรับผิดชอบของคนดูว่าต้องใช้วิจารณญาณเอาเอง แต่สังคมควรตั้งคำถามกลับว่า ทำไมผู้ที่นำเสนอรายการลักษณะนี้ไม่ใช้วิจารณญาณในการนำเสนอบ้าง นี่คือความรับผิดชอบต่อสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในสังคมมีคนหลากหลาย บางคนก็รู้ไม่เท่าทัน