เนชั่นทีวี

ข่าว

"บิ๊กช้าง"แจงยิบงบดับไฟใต้ ตั้งเป้าลดเหตุรุนแรง50%

02 ก.ค. 2563 | chairat_pat

"บิ๊กช้าง"แจงยิบงบดับไฟใต้ ตั้งเป้าลดเหตุรุนแรง50%

"รมช.กลาโหม" แจงยิบงบแก้ปัญหาชายแดนใต้ 9,731 ล้านบาท เน้นสร้างความเข้มแข็ง-รายได้ให้กับคนในพื้นที่ โดยตั้งเป้าเหตุการณ์ต้องลดลง 50% ยืนยันกระบวนการพูดคุยหวังสร้างจิตสำนึกเยาวชนไม่ใช่ล้างสมอง

(2 กรกฎาคม 2563) พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงถึงกรณีการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการใช้แผนบูรณาการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนใต้ ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการดำเนินการภายใต้การบูรณาการด้านความมั่นคงและน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจเข้าถึงพัฒนารวมไปถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาขับเคลื่อนเพื่อให้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ประกอบด้วย ด้านความมั่นคงดำเนินการ โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และด้านการพัฒนารับผิดชอบ โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศ.อบต.)
ทั้งนี้ หากย้อนไปดูการดำเนินการในปี 2561 มีที่เป็นรูปประธรรมสามารถลดความรุนแรงด้านในรอบ 8 เดือน ลดลง 67.37% ด้านการพัฒนาทำให้คนในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.5% ซึ่งพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ยอมรับว่ามีรายได้ประชากรที่น้อยและรายได้ครัวเรือนลดน้อยลงกว่า 42% โดยในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนฟื้นฟูปี 2564 และมอบนโยบายให้หน่วยงานในพื้นที่วางแผนฟื้นฟูต่อไปยังปีงบประมาณ 2565 ด้วย
ส่วนในเรื่องของงบประมาณได้วางกรอบวงเงินไว้ที่ 9,731 ล้านบาท แบ่งเป็นงบด้านการพัฒนา 5,261 ล้านบาท และงบด้านมั่นคง 4,470 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเน้นกาพัฒนาในพื้นที่ เน้นการเพิ่มรายได้ครัวเรือนให้คนในพื้นที่ โดยด้านความมั่นคงตั้งเป้าให้กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ลดเหตุการณ์รุนแรนแรงลง 50% มุ่งแก้ไขภัยแทรกซ้อน โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด ประสิทธิภาพด้านข่าวกรอง การแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธีและการเจรจาพูดคุยสันติสุข

นอกจากนี้ ด้านการพัฒนา ศ.อบต.ยังตั้งเป้าหมายให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ภายใต้พหุวัฒนธรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดตั้งเป้าในปี 2564 ให้เกิดมูลค่าการลงทุนรายได้การท่องเที่ยว และรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น 5% รวมไปถึงมุ่งเน้นให้พื้นที่มีความปลอดภัยเสริมสร้างพื้นที่ให้เกิดความเข้มแข็งรวมไปถึงเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
"การตั้งข้อสังเกตถึงโครงการพูดคุยสันติสุข ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในพื้นที่ ในการเจรจาพูดคุย ได้มีการเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมได้มีส่วนสร้างสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการพูดคุย รวมไปถึงมีการลดงบประมาณลงเพื่อปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมแต่ยังคงกำหนดเป้าหมายให้มีตัวชี้วัดคงเดิม โดยใช้การสร้างแนวคิดให้เยาวชนที่ไม่ใช่การล้างสมอง แต่เป็นการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันให้ความรู้ความเข้าใจ ผ่านครูและผู้ปกครองโดยบุคลากรจากมหาวิทยาลัย รวมไปถึงผู้นำศาสนาเข้าไปอบรมให้มีพื้นฐานความคิดไปในทางที่บวกไม่ใช้ความรุนแรงในการตัดสิน"พล.อ.ชัยชาญ กล่าว
ส่วนการลงทะเบียนซิมการ์ดนั้น จะพบได้ว่าผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ในพื้นที่ จะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นชนวนสำคัญในการก่อเหตุ จึงจำเป็นต้องมีการยืนยันตัวตนผู้ใช้ซิมการ์ด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงผู้ใช้งาน โดยยืนยันว่าเป็นการปกป้องประชาชนให้เกิดความปลอดภัย และไม่ใช่การละเมิดสิทธิอย่างแน่นอน

สำหรับการเก็บดีเอ็นเอ ถือเป็นการมุ่งเน้นคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยเป็นการขอความร่วมมือในการเก็บพยานหลักฐาน ที่ไม่ใช่การบังคับ ส่วนด้านการข่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่การสร้างความหวาดระแวงให้กับคนในพื้นที่แต่เป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุและความสูญเสีย รวมถึงสามารถควบคุมสถานการณ์
รมช.กลาโหม กล่าวต่อว่า ในส่วนของกล้องวงจรปิด ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการป้องกันการเกิดเหตุ รวมไปถึงติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ส่วนเว็บไซด์ที่มีการกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่ใช่ของกอ.รมน. หรือรัฐบาล และไม่ได้มีการให้ร้ายกับกลุ่มบุคคลใด แต่ปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ โดยเฉพาะทำให้เกิดความเสียหายโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงมีความหมิ่นเหม่จาบจ้วงสถาบัน จึงต้องมีการดำเนินการ ติดตามตรวจสอบข่าวลวง พร้อมกับเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ

ข่าวล่าสุด