(29 มิถุนายน 2563) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่าจนถึงวันนี้ (29 มิ.ย.) รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อผ่อนคลายกิจการ กิจกรรม ในระยะที่ 4 แล้ว เพื่อแก้ไขบรรเทา ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยนับตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2563
ทั้งนี้ สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศเป็น 0 มาเกิน 30 วันแล้ว อีกทั้ง ประเทศได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และในอาเซียน แต่ยังคงต้องเตรียมพร้อม ตั้งรับในกรณีที่อาจเกิดการแพร่ระบาดระลอกสองได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันเริ่มเปิดเรียน และจะมีการผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมอีกหลายประเภท จึงขอให้ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังคงมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันดูแลส่วนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 36 ผ่านระบบประชุมทางไกล ซึ่งประเทศเวียดนามเป็นประธาน โดยนายกฯ ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนอาเซียนหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย 3 แนวทาง 1.ส่งเสริมอาเซียนให้เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง พัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างกัน 2.สนับสนุนอาเซียนสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เน้นการบูรณาการทางเศรษฐกิจ และ 3. สร้างภูมิคุ้มกันอาเซียนในระยะยาว ทำแผนฟื้นฟูสร้างภูมิคุ้มกันแก่อาเซียน และเสนอหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ นายกฯยังกล่าวถึงการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการณ์ New Normal ซึ่งการทำงานของ ศบค. ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารราชการแบบ Normal โดยนายกฯ ได้ประกาศแนวทางการบริหารราชการแบบ New Normal เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่โอกาสหลังจากวิกฤติการณ์ 2019 พร้อมทั้งได้เชิญกลุ่มต่างๆ มาให้ข้อมูล รับฟังปัญหาความเดือดร้อน และนำความเห็นข้อเสนอแนะมาพิจารณาประกอบการ กำหนดมาตรการผ่อนปรนในระยะต่างๆ
"กิจการใดที่ยังมีความเสี่ยงยังไม่สามารถผ่อนปรนได้ก็ต้องหาทางช่วยเหลือเยียวยา สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในความจำเป็นเกี่ยวกับการออกมาตรการของรัฐบาล รวมถึงพยายามสื่อสารชี้แจงให้สื่อมวลชน เข้าใจวิธีคิด วิธีบริหารสถานการณ์ของ ศบค. เหตุผล ความจำเป็นที่ต้องมีพระราชกำหนด เป็นเครื่องมือในการทำงาน"นางนฤมล กล่าวขณะเดียวกัน นายกฯได้ขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งราชการ ประชาชน ที่ร่วมมือกันอย่างแท้จริง จนประสบความสำเร็จในวันนี้ เห็นผลการดำเนินการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ทุกประเทศต่างรอคอยความสำเร็จในการคิดค้นวัคซีนและยารักษาโรคโควิด-19 รวมถึงผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนอาเซียน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ซึ่งถือเป็นสินค้าเพื่อประโยชน์สาธารณะ
"โดยไทยได้บริจาคเงินหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนกองทุนดังกล่าว ซึ่งนายกฯเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และขอให้บูรณาการการทำงาน ความร่วมมือ และระดมทรัพยากรทุกภาคส่วนของประเทศไทย ในการคิดค้นวัคซีนและยารักษาโรคอย่างจริงจัง หากร่วมมือร่วมใจกันอาจจะส่งผลให้การวิจัย และพัฒนาของไทยประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น"โฆษกรัฐบาล ระบุ