เนชั่นทีวี

ข่าว

กสศ.วอนรัฐจัดงบช่วยเด็กลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน

27 มิ.ย. 2563 | chairat_pat

กสศ.วอนรัฐจัดงบช่วยเด็กลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน

กสศ.จับมือ 10 ภาคี"ส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน" ด้าน "สมพงษ์ จิตระดับ" ชี้ปัจจัยหลักมาจากครอบครัวยากจน ต้องแบกค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมมากกว่ารายได้ที่รับ วอนภาครัฐออกนโยบายจัดงบทำการศึกษาเป็นศูนย์

(28 มิถุนายน 2563) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดโครงการ "กู้วิกฤตส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน" ณชุมชนโค้งรถไฟยมราช เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการเรียนรู้ การป้องกันสุขภาพจากโรคโควิด-19 ในช่วงเปิดเทอม และสนับสนุนชุดอุปกรณ์การเรียนให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนพื้นที่กรุงเทพ ที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน รวมถึงเด็กที่ทำงานบนท้องถนน และเด็กๆกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ

กสศ.วอนรัฐจัดงบช่วยเด็กลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน


ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษา กสศ. กล่าวว่า ในช่วงก่อนเปิดเทอม กสศ. ร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชนที่ทำงานกับกลุ่มเด็กบนท้องถนนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการสำรวจข้อมูลของเด็กกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน เด็กที่ทำงานบนท้องถนน ไซต์คนงานก่อสร้าง แรงงานนอกระบบที่อพยพมาจากต่างจังหวัด
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนเด็กและเยาวชนเปราะบางมากที่สุดของประเทศ โดยเด็กกลุ่มนี้บางส่วนแม้จะยังอยู่ในระบบการศึกษา แต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว เป็นตัวเร่งให้หลุดออกนอกระบบ ยิ่งในช่วงโควิด-19 กระทบทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้ ตกงาน
"การสำรวจทำให้เราพบเด็กกลุ่มเสี่ยงและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในช่วงเปิดเทอม เราพบว่าครัวเรือนฐานะยากจน ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในแต่ละปี สูงสุดในช่วงเดือนเปิดเทอม ระดับประถมศึกษา 1,796 บาท มัธยมต้น 3,001 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 3,738 บาท ในขณะที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,020 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเกือบทั้งหมด หรือมากกว่ารายได้ทั้งเดือนในกรณีที่บุตรหลานอยู่ชั้นมัธยม" ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

กสศ.วอนรัฐจัดงบช่วยเด็กลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน


อย่างไรก็ตาม เหลือเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเป็นการเปิดภาคเรียนที่ 1 ดังนั้น อยากให้ภาครัฐ มีนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ควรออกนโยบายค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ พร้อมกับการส่งเสริมอาหารเช้าให้กับนักเรียน
"อยากให้รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนถึงค่าใช้จ่ายการศึกษาต้องเป็นศูนย์ โรงเรียนต้องห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ หากเก็บให้ถือเป็นความผิด เพราะค่าใช้จ่ายแม้แต่ค่าเสื้อผ้า ชุดพละ ชุดลูกเสือ เนตรนารี หรือค่าบริการต่างๆเหล่านี้เป็นอีกปัจจัยที่ผลักเด็กให้ออกจากโรงเรียน หลายคนต้องดิ้นรนช่วยพ่อแม่ทำงาน จากข้อมูลที่ผมคุยกับเด็กคนหนึ่งต้องช่วยพ่อแม่ขายพวงมาลัยตามท้องถนน จากเดิมขายวันละ 2-3 ชม. แต่ช่วงโควิด-19 เด็กต้องขายนานกว่า 10 ชม.ขึ้นไป เพราะไม่มีคนซื้อ เด็กต้องใช้ชีวิตเสี่ยงบนท้องถนน ในขณะที่พ่อแม่บางคนก็ตกงาน เด็กหลายคนยังต้องพบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทำร้ายสภาพจิตใจเด็กเข้าไปอีก และอยากเสนอให้มีโครงการอาหารเช้าอย่างน้อยมื้อละ 10 บาท เพียงงบซื้อรถถัง 1 คันก็สามารถช่วยเด็กให้อิ่มท้องได้ไม่รู้กี่มื้อ" ที่ปรึกษา กสศ. กล่าว

ที่ปรึกษา กสศ. กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กสศ. โดยโครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน (Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ทำการสำรวจเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อสำรวจความต้องการช่วยเหลือด้านการศึกษาจากผลกระทบโควิด-19 พบว่า เด็กเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตบนท้องถนน หรือที่สาธารณะมีจำนวนน้อยกว่าอดีตมาก ที่พบเด่นชัดได้แก่ พื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มิติของเด็กเร่ร่อนเปลี่ยนไป ไม่เห็นตามถนน ตลาด หรือตามที่ต่างๆ แต่จะไปอยู่ในชุมชน รวมถึงแต่งกายดีไม่มอมแมม แต่มีความผูกพันกับถนนที่แน่นแฟ้น ในความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจมากขึ้นโดยใช้ถนนในการทำมาหากิน

กสศ.วอนรัฐจัดงบช่วยเด็กลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน


ศาตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวด้วยว่า จากการสำรวจพบว่าเด็กกลุ่มนี้บางส่วนมักรวมตัวกันในร้านเกมส์ หรือเช่าห้องพักอยู่ร่วมกัน ส่วนสาเหตุที่เด็กออกมาเร่ร่อน จะเป็นเรื่องปัญหาความยากจน ครอบครัวแตกแยก ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ยังเป็นตัวเร่งให้เด็กหลุดออกนอกระบบด้วย บวกกับสภาพแวดล้อมในชุมชนเสี่ยง อาทิ ยาเสพติด การถูกล่วงละเมิดทางเพศ อาชญากรรม ติดเพื่อน ติดเกมส์ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ยังต้องการความช่วยเหลือ เช่น ทุนการศึกษาเพื่อเป็นค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอาหาร ค่าหนังสืออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้าและกระเป๋านักเรียน
"นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไม กสศ. ต้องทำงานกับเด็กกลุ่มเปราะบาง เราพยายามรักษาเด็กกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด รวมถึงการสร้างทักษะในการส่งเสริมการประกอบอาชีพ การสร้างทักษะในการใช้ชีวิตเพื่อลดจำนวนเด็กจะต้องทำอาชีพบนท้องถนนที่มีความเสี่ยง หรืออาชีพที่อันตราย เบื้องต้นในพื้นที่กทม.จะสามารถช่วยได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน" ที่ปรึกษา กสศ. ระบุ

ขณะที่ อนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนดูแลเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร และศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์เด็กหลุดนอกระบบหรือเด็กใช้ชีวิตบนท้องถนน มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผลทางเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน แต่สิ่งกระตุ้นสำคัญ คือ ปัจจัยในครอบครัวที่มาจากความรุนแรง ความตึงเครียด ที่เป็นแรงผลักทำให้เด็กต้องออกไปใช้ชีวิตบนถนนมากขึ้น และหลังจากโควิด-19 สถานการณ์จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดจากที่การลงพื้นที่ในกทม.ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พบว่าครอบครัวของเด็กเหล่านี้มีรายได้ลดลง บางครอบครัวไม่มีรายได้ ส่วนใหญ่เช่าห้องราคาถูก นอนพักอาศัยใต้ทางด่วน ชุมชนแออัด เป็นลูกแรงงานต่างจังหวัด อยู่ตามไซส์ก่อสร้าง แรงงานนอกระบบ ทำงานรายได้ต่ำ ทั้งหมดยิ่งตอกย้ำว่าเด็กมีความเสี่ยงหลุดนอกระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีเรื่องต้นทุนอื่นๆสูงเช่นกัน และสภาพเด็กเมื่ออยู่ในวัยแรงงานก็ต้องเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ดังนั้น แนวทางการช่วยเหลือไม่ใช่การเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มเรื่องช่องทางอาชีพและการเรียนยืดหยุ่น self esteem ทักษะชีวิต เพราะความสำคัญของการศึกษาต่ออนาคตจะสร้างความมั่นคงได้มากขึ้น
"หลังจากนี้จะทำงานร่วมกับชุมชม NGO ต่างๆ รวมแล้วมากกว่า 10 องค์กรในพื้นที่กทม. เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมากกว่า 1,000 คน ภายใตแนวทางที่ต้องทำฐานชุมชน ภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง เพราะครอบครัวส่วนใหญ่มีปัญหา จึงต้องเข้าไปดูแล และต้องทำตัวเป็นบ้านให้เด็กๆ สำคัญกว่านั้นเด็กหลายคนมีผลการเรียนดี แต่ครอบครัวมีปัญหาอุปสรรคจึงไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งไม่ใช่คนจนทุกคนจะต้อง Drop out"นายอนรรฆ กล่าว

กสศ.วอนรัฐจัดงบช่วยเด็กลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน


ด้าน ทองพูล บัวศรี หรือ ครูจิ๋ว ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ชุมชนโค้งรถไฟยมราช มีเด็กรวมทั้งสิ้น 200 กว่าคน แต่มีเด็กกลุ่มเปราะบาง ที่มีครอบครัว มีที่พัก แต่ด้อยโอกาส ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือมีฐานะยากจน ที่อยู่ในการดูแลจำนวน 67 คน เด็กกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะมีอาชีพเป็นเด็กเร่ร่อน ขอทานชั่วคราว ที่ต้องออกไปขอเงิน ขายพวงมาลัย ตามถนนในวันหยุด เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ดังนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เด็กออกไปทำงานไม่ได้ รายได้ขาด ก็ทำให้เด็กที่พื้นฐานลำบากอยู่แล้ว ได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาความเสี่ยงที่เด็ก จะหลุดออกนอกระบบการศึกษาช่วงใกล้เปิดเทมอ เพราะไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า บางครอบครัว ก็ไม่อยากให้เด็กได้เรียน เพราะอยากให้ทำงานชดเชยช่วงขาดรายได้"เด็กกลุ่มเปราะบางทั้ง 67 คน ทุกคนเป็นเด็กที่ครอบครัวไม่พร้อม บางคนอยู่กับตายาย อยู่กับญาติ อยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ยากจน พ่อแม่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีสวัสดิการ เงินที่หาได้พอแค่มีกินไปวันๆ ดังนั้น ค่าเช่าบ้าน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายเวลาไปโรงเรียน จึงกลายเป็นภาระที่เด็กต้องรับผิดชอบ หลังสถานการณ์โควิด ครูต้องพยายามช่วยทุกทาง เพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา ต้องสื่อสารกับผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อะไรที่ขาดจะช่วยหาให้ เราไม่อยากให้เด็กต้องหยุดเรื่องการศึกษา จึงพยายามสร้างโอกาสให้เด็กได้ทำงานด้วยเรียนด้วย อยากให้ช่วยประคับประคองให้เด็กๆได้รับโอกาสเท่าๆ กัน อย่างน้อยให้เด็กกลุ่มเปราะบางได้มีโอกาสรับการศึกษาจนจบ ม.3 ตามพื้นฐาน นั่นคือสิ่งที่ครูปรารถนา" ทองพูล กล่าว

ข่าวล่าสุด