(28 มิถุนายน 2563) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดโครงการ "กู้วิกฤตส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน" ณชุมชนโค้งรถไฟยมราช เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการเรียนรู้ การป้องกันสุขภาพจากโรคโควิด-19 ในช่วงเปิดเทอม และสนับสนุนชุดอุปกรณ์การเรียนให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนพื้นที่กรุงเทพ ที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน รวมถึงเด็กที่ทำงานบนท้องถนน และเด็กๆกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ
ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษา กสศ. กล่าวว่า ในช่วงก่อนเปิดเทอม กสศ. ร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชนที่ทำงานกับกลุ่มเด็กบนท้องถนนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการสำรวจข้อมูลของเด็กกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน เด็กที่ทำงานบนท้องถนน ไซต์คนงานก่อสร้าง แรงงานนอกระบบที่อพยพมาจากต่างจังหวัด
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนเด็กและเยาวชนเปราะบางมากที่สุดของประเทศ โดยเด็กกลุ่มนี้บางส่วนแม้จะยังอยู่ในระบบการศึกษา แต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว เป็นตัวเร่งให้หลุดออกนอกระบบ ยิ่งในช่วงโควิด-19 กระทบทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้ ตกงาน
"การสำรวจทำให้เราพบเด็กกลุ่มเสี่ยงและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในช่วงเปิดเทอม เราพบว่าครัวเรือนฐานะยากจน ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในแต่ละปี สูงสุดในช่วงเดือนเปิดเทอม ระดับประถมศึกษา 1,796 บาท มัธยมต้น 3,001 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 3,738 บาท ในขณะที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,020 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเกือบทั้งหมด หรือมากกว่ารายได้ทั้งเดือนในกรณีที่บุตรหลานอยู่ชั้นมัธยม" ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เหลือเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเป็นการเปิดภาคเรียนที่ 1 ดังนั้น อยากให้ภาครัฐ มีนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ควรออกนโยบายค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ พร้อมกับการส่งเสริมอาหารเช้าให้กับนักเรียน
"อยากให้รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนถึงค่าใช้จ่ายการศึกษาต้องเป็นศูนย์ โรงเรียนต้องห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ หากเก็บให้ถือเป็นความผิด เพราะค่าใช้จ่ายแม้แต่ค่าเสื้อผ้า ชุดพละ ชุดลูกเสือ เนตรนารี หรือค่าบริการต่างๆเหล่านี้เป็นอีกปัจจัยที่ผลักเด็กให้ออกจากโรงเรียน หลายคนต้องดิ้นรนช่วยพ่อแม่ทำงาน จากข้อมูลที่ผมคุยกับเด็กคนหนึ่งต้องช่วยพ่อแม่ขายพวงมาลัยตามท้องถนน จากเดิมขายวันละ 2-3 ชม. แต่ช่วงโควิด-19 เด็กต้องขายนานกว่า 10 ชม.ขึ้นไป เพราะไม่มีคนซื้อ เด็กต้องใช้ชีวิตเสี่ยงบนท้องถนน ในขณะที่พ่อแม่บางคนก็ตกงาน เด็กหลายคนยังต้องพบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทำร้ายสภาพจิตใจเด็กเข้าไปอีก และอยากเสนอให้มีโครงการอาหารเช้าอย่างน้อยมื้อละ 10 บาท เพียงงบซื้อรถถัง 1 คันก็สามารถช่วยเด็กให้อิ่มท้องได้ไม่รู้กี่มื้อ" ที่ปรึกษา กสศ. กล่าว