แต่ ณ วันนี้ วิกฤตโควิด มันถูกตามมาด้วย วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งรออยู่ข้างหน้าอีก 150 วัน และไม่ใช่ปัญหาของประเทศเราเพียงประเทศเดียว ผมเชื่อว่าหลายประเทศส่วนใหญ่ ยังวนอยู่ในเขาวงกต ยังมึนงงว่าไม่รู้จะไปอย่างไรต่อไป
เพราะเรื่องโควิด เรารู้กันมาเพียงแค่ 8 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ย. ปลายปี 2562 ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เราเรียนรู้ขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่มีใครรู้จริงเรื่องโควิด ไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองพูด เป็นความจริง หรือสัจธรรม ฉะนั้น ผมอยากจะทบทวนว่า เราเจออะไรกับโควิด ในช่วง 8 เดือน ที่ผ่านมา
อันแรก คือ อัตราการตาย ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจริงๆ แล้วอัตราตายของโควิดเป็นเท่าไหร่ อัตราตายของทั้งโลกตอนนี้อยู่ที่ 9 % แต่อัตราตายในยุโรปบางประเทศ เช่น อังกฤษ และ อิตาลี่ มีถึง 14% อัตราการตายของประเทศไทยนั้น อยู่ที่ 1.8%
แต่มีบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ และ การ์ต้า สิงคโปร์มีผู้ป่วยโควิดกว่า 40,000 คน แต่มีผู้เสียชีวิตเพียง 26 คน คิดเป็น 0.06% กาต้าร์มีผู้ป่วยประมาณ 82,000 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 80 คน หรือ 0.09% เกิดอะไรขึ้นกับโรคโรคหนึ่ง ที่อัตราการตาย ต่างกันมากเป็นร้อยเท่า
อันที่สองก็คือการแพร่กระจายของโควิด วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า การแพร่กระจายของโควิดในประเทศไหน ที่แพร่กระจายได้มากขนาดนั้น แต่ในขณะที่บางประเทศกลับแพร่กระจายได้น้อย ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอุณหภูมิความร้อน เรื่องความชื้นสูง เรื่องความร้อนสูง เรื่องรังสี UV การฉีดวัคซีน BCG หรือไม่ เรื่องกรุ๊ปเลือด สารพัดเรื่อง เต็มไปหมดเลย ไม่มีใครรู้จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่ๆ คือ หากเราป้องกันไม่ให้มีการติดเชื่อโควิด เข้าสู่ ตา จมูก และ ปาก โดยการใส่หน้ากากอนามัย หรือ Face child และล้างมือสม่ำเสมอ นั่นเป็นหลักประกันที่เราเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้
การรักษา วันนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่ายาตัวไหนได้ผลบ้าง มีทั้งฟาวิพิราเวียร์ มีเรมเดซีเวียร์ ล่าสุดมียาต้านการอับเสบ รักษาเกี่ยวกับเซลล์ ในเส้นเลือด หรือเมื่อเช้านี้ ก็มีเรื่องเกี่ยวกับ สเตียรอยด์ เดกซาเมทาโซน เรากำลังงงว่า ตกลงไวรัสโควิด มันไปทำลายปอด หรือไปทำลายเซลล์ในเส้นเลือด เพราะฉะนั้น หากในวันในวันหนึ่ง เราพบตัวยาที่ทำให้อัตราการตายมันน้อยมาก ความกลัวเรื่องโควิด ก็จะหมดไป เหมือนกับเรื่องไข้หวัดนก ซึ่งพอเราเจอ โอเซลทามิเวียร์ เราก็ไม่กลัวไข้หวัดนกอีก
วัคซีน ไม่มีใครรู้ว่าวันนี้มันจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือมันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ มีการพูดกันมากมายในเรื่องของการระบาดรอบ 2 ซึ่งผมอยากจะเรียนว่า ณ วันนี้ ไม่มีประเทศไหน มีการระบาดรอบ 2 อย่างจริงจัง ถ้าเรานิยามว่าการระบาดรอบแรก คือการระบาดแบบฉับพลัน หรือ Exponential และ สุดท้ายสามารถควบคุมได้ และกลับสู่สภาวะโลกสงบ และ สัก 3-4 เดือน ก็เกิดใหม่ อันนั้นคือนิยามของไข้หวัดสเปน เมื่อ 102 ปีที่แล้ว และ 102 ปีที่ผ่านมา ไม่มีโรคระบาดใด ที่ระบาดรอบ 2 และรุนแรงเท่าไข้หวัดสเปน
ซึ่งสมมติฐานของกรณีนี้ มีอยู่ว่า ไข้หวัดสเปนที่ระบาดมาก เพราะเป็นภาวะการกระจายข้อมูลข่าวสาร มีน้อยมาก ในภาวะที่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 เพราะว่าคนที่ติดเชื้ออย่างรุนแรง ถูกเคลื่อนย้าย เนื่องจากอยู่ในภาวะสงคราม ทำให้มีการแพร่กระจายในระหว่างเคลื่อนย้าย
แต่ ณ เวลานี้ คนที่ติดเชื้อรุนแรงจาก โควิด19 เราเก็บไว้ในโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น ปัจจัยระบาดรอบ 2 อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเรากำลังเรียนรู้ว่า เราควบคุมโควิด19 ได้อย่างไร เราสามารถจะสร้างเครือข่าย อสม. เราสามารถจะสร้างโรงพยาบาล ให้รองรับผู้ป่วยที่เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น เราจะกลัวอะไร หากมีการระบาดในรอบต่อไป?
เคยมีการคำนวณว่า ผู้ป่วยโควิด-19 มี 5% ที่อาศัยอยู่ใน ICU แล้วถ้าอยู่ใน ICU 6 สัปดาห์ หากไม่เสียชีวิต ก็สามารถจะออกจาก ร.พ.ได้ ถ้าคำนวณหลักการอย่างนั้น หากวันนี้เรามี ICU 100 เตียง เราสามารถที่จะรองรับผู้ป่วยใหม่ได้วันละ 50 คนต่อวัน ใน กทม./ปริมมณฑล เรามี ICU 200 กว่าเตียง เพราะฉะนั้น หากระบาดใหม่ ก็ไม่เกินความสามารถของแพทย์ไทยเราที่สามารถจะทำได้ งั้นคำถามก็คือว่า "วันนี้เรากลัวอะไร?"
ตอนนี้เรามีผู้ป่วยโควิด (17 มิ.ย.) 3,135 คน เสียชีวิต 58 คน รักษาใน ร.พ. 58 คน และมีคนที่มีอาการรุนแรงเพียง 1 คนเท่านั้น นี่คืออาการของโรคโควิด ถ้าหากเราใช้ค่ารักษาพยาบาลต่อคน 1 ล้านบาท 3,000 คนก็ประมาณ 3,000 ล้าน ซึ่งจริงๆ ไม่ถึงหรอก เพราะ 1 ล้านบาท คือผู้ป่วยหนักแบบ ICU ผู้ป่วยที่ไม่หนัก 80% จะใช้เงินน้อยกว่านั้นมาก แต่เรากำลังจะบอกว่า เราใช้เงิน 3,000 ล้านในการรักษาพยาบาล และ 3,000 ล้านสำหรับหาผู้ป่วยโควิด รวมๆ แล้วผมให้ไม่เกิน 10,000 ล้าน
แต่สิ่งที่เราแลกมาก็คือ เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว 20% ของ GDP แต่ละเดือน เมื่อการท่องเที่ยวหยุด เราเสียงบประมาณจากการท่องเที่ยว 260,000 ล้านบาท ในเดือนนั้น เราปิดการท่องเที่ยวมา 2-3 เดือน คำนวนมาแล้วเป็นเท่าไหร่ ฉะนั้น ผมอยากเรียนว่า 150 วันข้างหน้า สิ่งที่เราจะเห็นนอกจากเศรษฐกิจตกต่ำ ร้านค้า โรงแรมปิด การท่องเที่ยวชะงัก คนตกงาน คนที่ให้เช่า ก็ไม่ได้ค่าเช่าอีก ธนาคารอาจมีคนไม่มาจ่ายเงินกู้ให้อีก NPL อาจจะเกิดขึ้น
คำถามเราคือ "ควรจะทำอย่างไร?"
ปัญหาสำคัญที่สุดของเราวันนี้ คือ "เรากลัว" ทุกคนกลัว ทุกคนบอกให้กลัว กลัวโรคๆ หนึ่ง ที่วันนี้มีผู้ติดเชื้อ 3,000 กว่าคน โรคๆ หนึ่งซึ่งเสียชีวิตเพียง 58 คน โรคๆ หนึ่งที่วันนี้มีคนที่อาการหนักใน รพ.เพียงแค่คนเดียว ความกลัวตอนนี้ ไม่ใช่มีอยู่ในแค่ประเทศไทย แต่ถูกแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกด้วย แต่มีประเทศหนึ่ง คือ โปรตุเกส ซึ่งมีผู้ป่วยใหม่เป็นร้อยคน แต่เปิดรับนักท่องเที่ยว โดยไม่มีเงื่อนไขเลย ในการกักตัว 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. และผ่านมา 17 วัน ไม่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยอย่างมีนัยยะสำคัญ
ตัวเลขเหล่านี้ ทำให้เราต้องมาคิดต่ออีกว่า "เรากำลังทำอะไรกันอยู่?"
ผมว่าวันนี้เรามี "กับดัก" อยู่ 3 ตัว ตัวแรกคือความกลัว ตัวที่สองคือความเชื่อแบบผิดๆ ตัวที่สามคือการเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเอาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้น มาเป็นตัวกำหนด ให้ทุกๆ คนต้องเชื่อตามนั้น ผมอยากจะไปถึง Dunning-Kruger Effect คือทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดทฤษฎีหนึ่ง
เขาบอกว่าคนที่ไม่รู้ มักจะเชื่อมั่นตัวเองมาก เมื่อไม่รู้ เชื่อมั่นตัวเอง ก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ สุดท้ายแล้ว ความเชื่อสูงมาก แต่รู้น้อย อยู่บน "ยอดเขาแห่งความโง่เขลา" เมื่อไหร่ที่ตกลงมาแล้วเจ็บ มีผลสะเทือน เราจะกลับมาสู่ "หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง" จากนั้น จะค่อยๆ สรุปได้ว่า "เราไม่รู้อะไรอีกมาก" และค่อยๆไต่ ค่อยๆหาความรู้ ผ่าน "เนินแห่งความรู้แจ้ง" เพื่อไปสู่ "ที่ราบสูงแห่งความยั่งยืน"