นายพิทักษ์ธรรม กล่าวอีกว่า หลังประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บสาหัสได้อาสาสมัครกู้ภัยและพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จ จึงทำให้ตนพ้นขีดอันตราย หวุดหวิดจากการเป็นเจ้าชายนิทรา แต่ก็ได้รับความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ เนื่องขณะนี้ ถึงแม้จะออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว ยังมีอาการบาดเจ็บและช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เลย ที่สำคัญ ไม่มีคู่กรณีหรือแม้แต่ตำรวจที่ขับรถไล่ในวันนั้นจะเข้ามาดูแลหรือให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด
นายพิทักษ์ธรรม กล่าวอย่างน้อยใจว่า ทั้งนี้ตนทราบในภายหลังว่า รถกระบะที่พุ่งชนตนนั้น เป็นรถของคนร้ายคดียาเสพติด ที่ขับหนีการจับกุม ซึ่งรถกระบะคันที่ขับไล่ตามจับนั้น เป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สมเด็จ โดยคาดว่าคนร้ายมีเจตนาจงใจจะขับรถชนรถจักรยานยนต์ของตน หวังให้บาดเจ็บและให้ตำรวจที่ขับรถไล่ตามได้จอดรถและลงมาช่วยเหลือตนแล้วจะฉวยโอกาสขับหลบหนีการจับกุมแต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่คนร้ายคาดไว้ เพราะตำรวจยังขับรถตามไล่จับคนร้ายได้ในเวลาต่อมา ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมตัวคนร้ายได้แล้ว ได้ขับรถผ่านและนำคนร้ายไปสอบสวนที่ สภ.สมเด็จ โดยไม่จอดดูอาการของตนที่นอนจมกองเลือดอยู่เลย จากวันนี้ถึงวันนี้ ตนจึงเจ็บฟรี โดยไม่มีใครยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาเลย
"ญาติพี่น้องตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคน โดยเฉพาะพ่อของตนก็เคยเป็นตำรวจที่สภ.สมเด็จ ที่ผ่านมาตนเคยเชื่อมั่นและศรัทธาในอาชีพตำรวจ ที่คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุข ช่วยเหลือชาวบ้าน แต่พอประสบเหตุด้วยตนเอง ที่มูลเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยขับรถไล่จับคนร้ายด้วยความเร็วสูงและเป็นย่านชุมชน ไม่มีการส่งสัญญาณเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง จึงถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดนั้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท ทำให้ชาวบ้าน ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับความเดือดร้อนและบาดเจ็บเกือบเสียชีวิต ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย จึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเหลียวแลกันบ้าง แต่ก็ยังเงียบหาย หรือจะให้คนร้ายหรือผู้ต้องหาที่ขับรถพุ่งชนเป็นคนเยียวยา คงเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากถูกจับกุมและดำเนินคดีในเรือนจำ ทุกวันนี้จึงมีเพียงคนแก่ คนพิการ ญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น ที่มาเยี่ยมยามถามข่าว ให้กำลังใจ แต่น้ำใจจากฝ่ายคู่กรณีที่ขับชนหรือตำรวจยังไม่มีวี่แวว"นายพิทักษ์ธรรม กล่าว