นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมเห็นควรตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษารูปแบบนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ คาดใช้เวลา 3-6 เดือน และจ้างมหาวิทยาลัยมาศึกษาการบริหารจัดการต่างๆ เพื่อหาข้อบกพร่อง โดยมีเกณฑ์คัดเลือกผู้ต้องขังต้องเป็นนักโทษชั้นดีเยี่ยม กำหนดพ้นโทษไม่เกิน 2 ปี ซึ่งมีจำนวนกว่า 6.7 หมื่นราย แต่ช่วงเริ่มโครงการคัดเลือกเข้าร่วมประมาณ 3,000 คน ส่วนพื้นที่ในการก่อสร้าง งบประมาณ หรือการพูดคุยกับภาคธุรกิจ ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา รวมถึงการทำฐานข้อมูลของแรงงานว่ามีอะไรที่ยังขาด เพื่อการผลิตแรงงานออกมาจะได้ไม่ล้นตลาดจนเกิดการว่างงานซ้ำ การวางนิคมอุตสาหกรรมในแต่ละภาคให้เหมาะสมกับภูมิภาค การจัดคนฝึกสอนอาชีพให้เพียงพอ การบริหารจัดการให้ยั่งยืนนั้นจะทำอย่างไร การสร้างทัศนคติใหม่ในการมองนักโทษเมื่อพ้นโทษกลับออกไปสู่สังคม
"ทำไมเราต้องปลูกผักปลูกหญ้า ทำไมต้องมาเลี้ยง หมู ไก่ ปลา เพราะตอนนี้กรมราชทัณฑ์ซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารให้ผู้ต้องขังทาน ใช้งบต่อปี คือ 4,000-5,000 ล้านบาท หากเราปลูกเอง ก็อาจช่วยลดงบประมาณตรงส่วนนี้ได้บ้าง แต่จากนี้ยังคงต้องดูว่าเรือนจำใดอยู่ใกล้แหล่งน้ำบ้าง เพื่อจะได้วางแผนในการปลูกว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีผลผลิตที่สม่ำเสมอ เราจะเริ่มต้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ที่ภาคตะวันออกเพราะตรงจุดนั้นเป็นจุดที่ขาดแรงงาน ขอยืนยันให้ญาติพี่น้อง ของผู้ต้องขังทราบว่าเราตั้งใจที่จะทำให้ผู้ต้องขังมีอาชีพที่ยั่งยืน มีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อพ้นโทษออกจากเรือนจำและไม่กลับเข้าสู่เรือนจำแบบวนเวียนอีก" รมว.ยุติธรรม กล่าว