ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ บอกว่า จากเรื่องนี้สอนให้พวกเรารู้ว่า เราได้จมปลักอยู่กับปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ที่คิดว่าไม่มีวันที่จะแก้ไขได้ในงบโควิด 1.9 ล้านล้านบาทนี้ พวกเราที่ลงทุนลงแรง สั่งสม สร้างโครงสร้าง สร้างกระบวนการที่เปรียบเสมือนตาข่ายขึ้นมาพันแข้งขาตัวเอง แล้วเฝ้าแต่บอกกับตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการพิทักรักษาผลประโยชน์ของชาตินั่นเอง แต่เราหารู้ไม่ ว่าทางออกของปัญหานั้น บางทีอาจเรียบง่าย ลงทุนลงแรงน้อยกว่าสร้างภาระให้กับสังคมไทย และข้าราชการน้อยกว่าอย่างหุ่นไล่กาของน้องก้าวนั่นเอง ซึ่งทางออกที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ หากเปรียบเปรยกับหุ่นไล่กาของน้องก้าวในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติในงบโควิดตัวนี้ก็คือ เราจะเสนอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ทำการจัดเก็บข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างกลางภาครัฐ อย่างไรก็ตาม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับความกังวลใจเรื่องข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้รับการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการทางงบประมาณปกติ ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้ถูกเสนอผ่านมาทางสภาพัฒน์กว่า 31,000 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 780,000 ล้านบาท ซึ่งต้องถูกคัดกรองออกโดยคณะกรรมการคัดกรองอย่างน้องครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เหลือเท่ากับกรอบงบประมาณ 400,000 ล้านบาทตามแผนฟื้นฟูที่อยู่แนบท้าย พ.ร.ก.ฉบับนี้ แล้วคิดว่าภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถคัดกรองโครงการ จะล้อมรั้วป้องกัน ผลัดกันเฝ้าเวรยามเพื่อป้องปรามไม่ให้ฝูงนกกาเหล่าอีแอบเข้ามารุมทึ้งไร่นาสาลีมูลค่า 400,000 ล้านบาทนี้ได้มากน้อยเพียงใด แล้วทำไมเราถึงไม่เลือกใช้วิธีแบบน้องก้าวเลือกใช้ วิธีการในการเลือกใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อทำให้ฝูงนกกาเหล่านั้นต้องระแวดระวังไม่กล้าบินเข้ามา เพราะรู้ว่ามีคนกำลังเฝ้ามองพวกมันอยู่ทุกวี่ทุกวันตลอดเวลา