โควิดลาม "ลุฟท์ฮันซ่า" จ่อเด้งพนง. 2.6 หมื่นคน
11 มิ.ย. 2563 | thanita_boo

ลุฟท์ฮันซ่า สายการบินยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 26,000 คน หลังเผชิญปัญหาทางการเงินจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่สหภาพแรงงานเสนอลดเงินเดือนพนักงาน 45%
ข่าว
11 มิ.ย. 2563 | thanita_boo

ลุฟท์ฮันซ่า สายการบินยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 26,000 คน หลังเผชิญปัญหาทางการเงินจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่สหภาพแรงงานเสนอลดเงินเดือนพนักงาน 45%
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินลุฟท์ฮันซ่า สายการบินใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนี และถือเป็นสายการบินใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปในแง่จำนวนผู้โดยสาร ยอมรับว่าพนักงานของสายการบินมากกว่า 26,000 คนกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย หลังเผชิญปัญหาทางการเงินจากการระบาดของไวรัสโควิด-19
โฆษกของทางลุฟท์ฮันซ่า กล่าวว่า ได้หารือกับสหภาพแรงงานของสายการบินเมื่อวานนี้ โดยสายการบินได้ประเมินว่ามีพนักงาน 22,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นพนักงาน 26,000 คน ไม่อยู่ในแผนงานของสายการบิน หลังลุฟท์ฮันซ่าได้ปรับโครงสร้างบริษัท รวมถึงเลิกจ้างพนักงานหลายพันคน และขายทรัพย์สินบางส่วนเป็นเงินทุนสำรอง สำหรับการชำระหนี้วงเงิน 9 พันล้านยูโร (1.02 หมื่นล้านดอลลาร์) ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมนี
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ มาจากความพยายามลดต้นทุนเพื่อหาเงินไปใช้คืนหนี้ วงเงิน 9,800 ล้านยูโร หรือประมาณ 344,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลเยอรมันตกลงให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ลุฟต์ฮันซาในประเทศออสเตรีย ยังได้รับวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรียอีกกว่า 450 ล้านยูโร หรือ 15,000 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อกู้ยืม 300 ล้านยูโร (10,000 ล้านบาท) ที่รัฐบาลเข้ามาค้ำประกันถึงร้อยละ 90 และเม็ดเงินอุดหนุนจากรัฐบาลโดยตรงอีก 150 ล้านยูโร (5,000 ล้านบาท) เพื่อรักษางาน 7,000 ตำแหน่งและศูนย์กลางการเปลี่ยนเครื่องที่เมืองเวียนนาเอาไว้
อย่างไรก็ตามลุฟท์ฮันซ่า ได้พยายามบรรลุข้อตกลงกับสหภาพแรงงานเพื่อให้พนักงานทำงานนอกเวลาเพื่อลดค่าใช้จ่ายของสายการบินลง ในขณะเดียวกันสหภาพแรงงานได้เสนอให้ลดเงินเดือนพนักงานทั้งหมดลง 45% หรือคิดเป็นเงิน 350 ล้านยูโร เพื่อลดการสูญเสียงานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ สายการบินลุฟท์ฮันซ่า เตรียมจัดประชุมบอร์ดบริหาร เพื่อลงมติในเรื่องดังกล่าววันที่ 25 มิ.ย.นี้
อ้างอิง: Reuters, CNBC