สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของชาวโขงเลย เพื่อเสนอต่อ ปธ.กนช.10/06/2020 ประกอกบด้วย
1. รู้สึกยินดี และเห็นด้วยกับแถลงการณ์ในเว็บไซต์ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2563 ในประเด็นสำคัญทั้ง 8 ข้อทุกประการ (เนื้อหาตามเว็บไซต์)
2. ด้วยชาวโขงเลยมีความห่วงในความปลอดภัยด้านการออกแบบของมาตรฐานเขื่อน และการบริหารจัดการน้ำในระบบท้ายเขื่อนเป็นอย่างยิ่ง ที่ตั้งเขื่อน "สานะคาม" เป็นพื้นที่อ่อนไหวในทุกๆมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ-สังคม-ทางภูมินิเวศ-วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-สิ่งแวดล้อม-และภูมิรัฐศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศตลอดท้ายเขื่อน รัฐจึงควรต้องมีแผนงานเชิงระบบรองรับ ทั้งราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค-ส่วนท้องถิ่น-เอกชน-และประชาชน เชิงระบบ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (ข้อตกลงในขบวนการปรึกษาหารือนั้นไม่มีสภาพบังคับได้จริง) จึงควรถอดบทเรียนและศึกษาให้ครอบคลุมสอดคล้องกับประเด็นห่วงใยในข้อ 1 เร่งด่วนมากยิ่งขึ้น
3. เสนอให้มีคณะทำงาน (พิเศษ) ในพื้นที่ 2 ประเทศ เพื่อสร้างขบวนการศึกษาในประเด็นที่ตั้งเขื่อนทางเลือก ที่มีวัตถุประสงค์หลัก สู่การบริหารจัดการน้ำเป็นสำคัญ ให้ประเด็นความต้องการไฟฟ้าเป็นประเด็นรอง และการพัฒนาพื้นที่ 2 ฝั่งน้ำร่วมกันเป็นประเด็นเสริม (ส่วนผลกระทบข้ามพรมแดนให้จัดไว้ในแผนงานศึกษา-พัฒนาต่อเนื่องของแต่ละประเทศ) อีกทั้งส่งเสริมให้มีขบวนการ ให้เป็นความร่วมมือรัฐต่อรัฐ ตั้งแต่เมือง-จังหวัด เพื่อเสนอเป็นที่สุดในระดับความเห็นชอบของ ครม.หรือรัฐสภา ของแต่ละฝ่ายเป็นที่สุด
4. เพิ่มทางเลือก โดยเสนอให้ศึกษาที่ตั้งเขื่อน "ปากชม" เพิ่มเติม ควบคู่สัมพันธ์กับเขื่อนตอนบน ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งทั้งภูมิภาคและปริมาณน้ำของเขื่อนตอนบน ที่ได้ก่อวิกฤตอย่างเห็นได้ชัดในรอบปีที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ส่งให้ชุมชนปากชม เริ่มมีความวิตกกังวลในการขาดแคลนน้ำ การสูญเสียอาชีพหลัก และวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคม-ที่จะชะลอตัวระยะยาว ดังนั้น จึงเสนอทางเลือก เขื่อนปากชมให้ควบคู่กับขบวนการ PNPCA ไปพร้อมกับที่ตั้งเขื่อนสานะคาม ซึ่งเป็นเมืองตรงข้ามสองฝั่งน้ำเดียวกัน 5. สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบเมืองโบราณของอำเภอเชียงคาน กำลังเป็นเมืองพัฒนาด้านการท่องเที่ยว-การลงทุน ที่มีตัวเลข GNP ครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงขอเสนอให้เกิดความร่วมมือกัน ระหว่างหัวเมืองสองประเทศ ไปสู่ความร่วมมือทางนวัตกรรม และการบริหารจัดการน้ำที่นำไปสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และพัฒนากติกาต่างๆสู่ต้นแบบความร่วมมือพิเศษให้เป็นมรดกโลกทาง "นวัตกรรม วิถีชีวิต" ในที่สุดและ 6. มิว่าผลสรุปจะเป็นเช่นใด ชุมชนชาวเชียงคาน-ปากชม ก็ยังเชื่อว่า เขื่อนในแผนงานต่างๆนั้น ก็ยังต้องเกิดขึ้นอยู่ดี แต่ด้วยฝ่ายไทยไม่มีดินแดนสองฝั่ง ให้ครบองค์ประกอบของ "เขื่อน" ในแม่น้ำโขง ก็จะยิ่งก่อเกิดความล่าช้าและขัดแย้ง ให้ชุมชนในพื้นที่มากขึ้น ดังนั้นภาคประชาชนจึงได้รวมตัวเสนอให้ ท่าน ปธ.กนช.นำประเด็นข้อกังวลให้ท่านได้มีบัญชาในการศึกษาเพิ่มเติมในภาพรวมอย่างเร่งด่วน มิใช่การตัดตอนหรือถ่วงเวลา ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อชุมชน และต่อความร่วมมือ-พัฒนาพื้นที่ทั้งสองฝ่ายได้จริง