เนชั่นทีวี

ข่าว

ลูกหนี้มือถือ 27000 ถูกยึดที่ดิน 4 ไร่

08 มิ.ย. 2563 | somyod_san

ลูกหนี้มือถือ 27000 ถูกยึดที่ดิน 4 ไร่

แม่ค้าชาว อ.พรหมพิราม ค้างงวดผ่อนมือถือ 27000 จนถูกยึดที่ดินมรดก 4 ไร่ ยังไม่เซ็นรับเงินจากกรมบังคับคดี สงสัยทำไมไม่ยึดที่ดินมรดก เฉพาะส่วนของตน ทั้งๆ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่ว

จากกรณีนางสุรีพร ศรีทอง อายุ 38 ปีอยู่บ้านเลขที่ 94/2 หมู่ 1 ต.ศรีภิรมย์ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลกได้ไปซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง ที่ร้านแห่งหนึ่งในอำเภอพรหมพิรามในราคาประมาณ 35,428 บาท โดยวางเงินดาวน์ 8,500 บาท เหลือค้างชำระ 26,928บาทผ่อนส่งได้ 2 งวด เป็นเงิน 2,496 บาท ไม่ได้ส่งต่อ (ขาดส่ง 16 งวด เป็นเงิน24,432 บาท) เนื่องจากตนเองมาขายของในตัวเมือง และไม่มีเงินส่ง จนระยะเวลาผ่านไปร้านมือถือดังกล่าว ได้ฟ้องร้องและมีหนังสือมาที่บ้านพ่อ ที่อ.พรหมพิราม หลายรอบแต่พ่อก็ไม่รู้ว่าหนังสืออะไร

จนกระทั่งเรื่องถึงกรมบังคับคดีได้ขายที่ดินที่ชื่อมีพ่อ พี่ชายและตนเอง จำนวน 4 ไร่ ในราคา 5.3 แสนบาทเพื่อที่จะนำเงินไปใช้หนี้ในการซื้อมือถือ รวมดอกเบี้ยด้วย ประมาณ 37,000 บาทส่วนที่เหลือจากการขายที่ดินนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการนำคืนอยู่ส่วนที่ดินนั้นทางกรมบังคับคดี ได้ขายไปให้บุคคลที่ 3 แล้วซึ่งตนเองก็คิดว่าเป็นที่มรดก อยากจะซื้อคืน แต่บุคคลที่ 3 ที่ซื้อที่ดินไปคิดราคาไร่ละ 4 แสนบาท จำนวน 4 ไร่ เป็นเงิน 1.6 ล้านบาท ซึ่งคิดว่าเป็นเงินที่สูงตนเองก็ไม่มีรายได้อะไร อยากให้ขายในราคาที่เป็นธรรมเพื่อตนเองจะได้มีกำลังในการซื้อคืน กลับมามรดกของครอบครัวเหมือนเดิมได้

ล่าสุดวันนี้เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี พร้อมด้วยเจ้าหน้าสำนักงานอัยการ นำหลักฐานจำนวนเงินเหลือหักค่าผ่อนมือถือ เป็นเงินประมาณ472,000 มามอบให้ตนตรวจสอบและเซ็นต์รับแต่ทั้ง 3 ครอบครัวไม่มีใครกล้าเซ็นต์เนื่องไม่รู้จะเจออะไร อีกทั้งไม่อยากได้เงิน แต่อยากได้ที่ดินและบ้านคืนเท่านั้นและอยากขอความเห็นใจจากบุคคลที่ 3 ที่ประมูลที่ไปได้ก่อน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างขายหม่าล่าข้างทางถนนพระร่วง ของนางสุรีพร ศรีทองเพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไงต่อไป โดยนางสุรีพรได้ให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาด้วยเสียงสั่นเครือว่า ตนยอบรับผิดทุกอย่างตนเป็นหนี้เขาจริง ขาดส่งจริง แต่เพราะตอนนั้นตนเองไม่มีเงินจริงๆจึงเมินเฉยเรื่อยมาจนมาถึงวันนี้วันที่มรดกของครอบครัวชิ้นสุดท้ายคือที่ดินพื้นที่ 4 ไร่ โดยยึดและนำไปขายทอดตลาดแล้วตนคาใจหากจะยึดจริงอยากให้ยึดในส่วนของตน บ้านของตนเพียงผู้เดียวตนยอมรับได้แต่ทำไมต้องไปยึดบ้านของพ่อซึ่งแก่มากแล้ว บ้านพี่ชายซึ่งมีภรรยาเป็นผู้พิการและบ้านหลังนั้นยังเป็นบ้าน สสวท. ตามโครงการสมเด็จพระเทพฯ ที่สร้างให้คนผู้พิการทำไมไม่ยึดที่บ้านของตนเองเพียงคนเดียว ตอนนี้ตนเครียดมาก ที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อนตนร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นหน้าพ่อเพราะพ่อแก่มากแล้วเขาเครียดมาก ถึงขั้นเอ่ยปากว่าหากไม่มีที่ไม่มีบ้านอยู่พ่อก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม สงสารพี่ชายและพี่สะใภ้ที่พิการและหลานที่จะไม่มีบ้านอยู่

อย่างไรก็ตาม ตนอยากจะวิงวอนขอความเห็นใจจากผู้ที่ประมูลที่ไปได้ในราคา 530,000 ตนพยายามติดต่อขอซื้อที่คืนในราคาที่แตกต่างไม่มากนัก แต่ถ้าขายคืนให้แต่ขายในราคา 1.6 ล้านบาท ซึ่งตนบอกตรงๆว่าตนไม่มีปัญญาหาเงินจำนวนมากมายขนาดนั้น อยากขอความเห็นใจช่วยลดราคาลงมา เพื่อให้ตนได้พอมีกำลังในการซื้อคืนด้วย

นอกจากนี้ตนอยากฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนที่เป็นหนี้ อย่าคิดว่าเป็นหนี้ แล้วเพิกเฉยไม่จ่ายก็แค่ถูกฟ้องล้มละลายหรือติดแบล็คลิสต์เคดิสบูโรเหมือนตน ความจริงมันไม่ใช่เลยคดีมันหนักหนาสาหัสมาก ใครที่เป็นหนี้อยู่ตอนนี้อยากให้ไปคุยกับเจ้าหนี้ไปขอไกล่เกลี่ยและชดใช้คืนในเจ้าหนี้ อย่าให้เหมือนตนที่เป็นหนี้เพียง 37,000 บาท แต่กลับถูกยึดที่พร้อมบ้านในราคาถึง 530,000 บาท จากนี้ 11 ชีวิต ที่มีทั้งคนแก่ คนพิการ และเด็ก ยังไม่รู้จะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหน หากต้องโดนไล่ออกจากบ้านจริงๆ

หลังจากนี้ทางอำเภอพรหมพิราม และกรมบังคับคดี จะได้ติดต่อกับบุคคลที่ 3 นัดเจรจากับครอบครัวของตนเองอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือให้บุคคลที่ 3 ที่ซื้อที่ดินและบ้านไปแบบถูกต้อง ขายคืนในราคาที่ไม่สูงเกินอีกครั้ง


ข่าวล่าสุด