นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 10 มิถุนายน 2563 ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย โดยคณะทำงานศึกษาการเข้าร่วมความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) จะนำข้อสรุปเสนอต่อที่ประชุมกกร. เพื่อกำหนดจุดยืนของ กกร. เสนอต่อรัฐบาล เบื้องต้นจะสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมการเจรจาความตกลงซีพีทีพีพี ทั้งนี้ การที่ไทยควรเข้าไปสมัครเจรจาซีพีทีพีพีก่อน เพราะหากทำได้เร็วจะทำให้การเจรจาง่ายกว่า มีประเทศน้อยหลายที่เป็นสมาชิก แต่หากล่าช้าหรือสมัครเข้าร่วมเจรจาช้า ก็จะมีประเทศอื่นๆตามเข้ามา หากไทยสมัครเจรจาช้ากว่านั้น การเจรจาก็อาจจะทำได้ลำบากมากขึ้น "ข้อสรุปจากคณะทำงานที่จะนำมาเสนอกกร. ได้หารือกับทุกฝ่ายทั้งเอกชน และภาคประชาสังคม โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ส่วนใหญ่ความเห็นก็ไปในทางบวก ซึ่งการเจรจาซีพีทีพีพีก็มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย แต่มองว่าไทยควรเข้าไปเจรจา เพราะยังไม่รู้ว่าไทยจะได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งการเข้าไปเจรจาก่อน เอาหรือไม่เอาในท้ายสุดก็อีกเรื่อง ต้องดูเงื่อนไขว่ารับได้มากน้อยแค่ไหน" นายกลินท์ กล่าว สำหรับกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการเข้าร่วมกรอบความตกลงซีพีทีพีพี นั้น ทางกกร.จะนำข้อมูลจากผลสรุปความตกลงเสนอต่อกรรมาธิการวิสามัญฯด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณา แต่เห็นว่าหากไทยจะเข้าร่วมเจรจาซีพีทีพีพี ควรสมัครให้ทันภายในเดือนสิงหาคม 2563 ที่ซีพีทีพีพีเปิดให้ยื่นเข้าร่วมความตกลงฯ หากช้าไปกว่าเดือนสิงหาคม แล้วไทยต้องการสมัครก็ต้องรอไปถึงปีหน้า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในรัฐบาลเรื่องซีพีทีพีพี ก็ได้เกริ่นไว้ โดยอยากให้รัฐบาลมีการพูดคุยเรื่องซีพีทีพีพี ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทซ์) กล่าวว่า กรณีที่กกร.จะเสนอให้ไทยเข้าร่วมเจรจาซีพีทีพีพี ถือเป็นข้อสรุปที่ไม่มีรายละเอียด และเป็นการดำเนินการที่ชุ่ยเกินไป ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกกร.ได้ให้กลุ่มเอฟทีเอว็อทซ์ เข้าไปให้ข้อมูลในข้อกังวล แต่เป็นการรับฟังอย่างเดียว ไม่ได้มีการนำมาหารือหรือ่จะนำไปแก้ไขปัญหาใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่คณะทำงานที่กกร.ตั้งขึ้น ซึ่งมีส.อ.ท.อยู่ด้วย ก็แสดงความกังวลถึงผลกระทบเหมือนกับที่กลุ่มภาคประชาสังคมเสนอไว้ ทั้งเนื่องของสิทธิบัตรยาที่จะทำให้การขึ้นทะเบียนยาทำได้ล่าช้า หรือไม่แต่ประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทางส.อ.ท.ก็กังวล แต่ผลสรุปกลับออกมาให้ไทยเข้าร่วมเจรจา ซึ่งถ้าเจรจาและเข้าร่วมข้อตกลงแล้วไทยเสียหาย กกร.รับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นไหวหรือไม่ "ยอมรับว่าความตกลงซีพีทีพีพี มีทั้งคนได้คนเสีย แต่คนได้ยอมหรือไม่ที่จะเสียภาษีเพิ่มเติม เกินกว่าภาษีที่ได้รับประโยชน์จากเอฟทีเอ เพื่อนำรายได้ตรงนั้นมาเยียวยาผลกระทบกลุ่มที่เสียประโยชน์ ซึ่งเวลาที่กลุ่มพูดเรื่องนี้ เอกชนก็จะเงียบไม่เห็นตอบรับ และกรณีที่มีการตั้งกรรมธิการวิสามัญฯพิจารณาเรื่องนี้ ทางกลุ่มเอฟทีเอว็อทซ์ ก็จะขอคัดค้านและให้ข้อมูลเรื่องความกังวลที่ต้องได้รับการแก้ไข ซี่งจะรอดูการอภิปรายตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯในสภาฯก่อน" นางสาวกรรณิการ์ กล่าว