ปิดฉากคดี "โอ๊ค" ฟอกเงินกรุงไทย อสส.ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี
28 พ.ค. 2563
"อัยการสูงสุด" ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี "โอ๊ค พานทองแท้" ทุจริตฟอกเงินกรุงไทย 10 ล้าน คดีสิ้นสุดแค่ศาลชั้นต้น เผย รอง อสส.ปฎิบัติราชการแทน เซ็นต์ลงนามคำสั่ง
ข่าว
28 พ.ค. 2563
"อัยการสูงสุด" ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี "โอ๊ค พานทองแท้" ทุจริตฟอกเงินกรุงไทย 10 ล้าน คดีสิ้นสุดแค่ศาลชั้นต้น เผย รอง อสส.ปฎิบัติราชการแทน เซ็นต์ลงนามคำสั่ง
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่น ฟ้อง นายพานทองแท้ หรือ โอ๊ค ชินวัตร บุตรชายคนโตนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย จำนวน 10 ล้านบาท ทำให้คดีถือเป็นสิ้นสุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โดยมีรายงานว่าคำสั่งชี้ขาดดังกล่าวลงนามโดยรองอัยการสูงสุดคนหนึ่งซึ่งปฏิบัติราชการเเทนอัยการสูงสุด ส่วนเหตุผลคำสั่งชี้ขาดดังกล่าวคาดว่าจะมีการชี้เเจงจากสำนักอัยการสูงสุดต่อไป
สำหรับคดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง มีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 25 พ.ย.62 องค์คณะผู้พิพากษา 2 คนมีความเห็นต่างกันในการตัดสิน โดย 1 ในองค์คณะ มีความเห็นแย้งว่า พฤติการณ์ที่มีเช็คเงินลงชื่อนาย วิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร โอนเข้าบัญชีนายพานทองแท้ เป็นความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปีซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วย โดยหากคู่ความยื่นอุทธรณ์ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบด้วย
ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ทางอัยการสำนักงานคดีพิเศษและอัยการคดีศาลสูง มีความเห็นไม่สมควรอุทธรณ์คดี จึงต้องส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณา ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณา แล้วเห็นว่ายังมีประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ควรต้องนำสู่การพิจารณาของศาลสูงเพื่อวินิจฉัย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีความเห็นควรให้นำคดีขึ้นสู่ศาลสูงโดยส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา จนกระทั่ง อัยการสูงสุดมีชี้ขาดดังกล่าว
