จากกรณีที่ทั่วโลกเจอวิกฤติโควิด -19 ระบาดหนักและรายงานสถานการณ์โรคปอดอักเสบชนิดรุนแรงที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ ไวรัสโควิด -19 จนทำให้โลกทั้งใบนี้ปั่่นป่วนและคนในสังคมทั่วโลก ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน ซึ่งในประเทศไทย ได้ร่วมด้วยช่วยกันจนทำให้ยอดผู้ติดเชื้อภายในประเทศลดน้อยถอยลงไป เกี่ยวกับเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากถึง 9 รายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้นมาจากผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศโดยทั้งสิ้น
ล่าสุด รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า "หากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากขึ้นเป็นสองหลัก" แม้จะเป็นคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศก็ตาม จะมีความหมายที่รัฐ/ศบค.ควรคิด พิจารณาให้หนักๆ ดังนี้หนึ่ง. เรากำลังรับคนกลับมาอย่างต่อเนื่อง และอัตราติดเชื้อดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่ยังมีการติดเชื้อเยอะกว่าเรามาก นี่คือศึกที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบ
สอง. ปลดล็อคระยะที่ 2 ยังไม่เห็นเคสใหม่ชัดๆ แต่ไม่ควรเย็นใจ เพราะสิ่งที่เราเห็นคือ การ์ดเริ่มอ่อนชัดเจนกว่าระยะแรก และเป็นโจทย์สำคัญที่ควรแก้ไขก่อนก้าวไปเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากกิจการที่จะปลดถัดจากนี้จะเพิ่มการติดต่อระหว่างประชาชนมากขึ้นมาก ยังไม่รวมการเดินทางระหว่างจังหวัดอีกมหาศาลสาม. แผนไทยเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่บางหน่วยงานของบางพรรคที่โฆษณาน่ะ ควรคิดจะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเคสใหม่เป็นหลักหน่วยต่ำๆ อย่างน้อย 30 วัน และ"ไม่มีศึกที่ต้องรับมือ"สี่.เรื่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะชาติโน้นชาตินี้ ชาติหน้าหรือชาติไหน โปรดรู้ไว้ว่า หายนะจะมาเยือนนะครับ คิดไปยาวๆ อย่าคิดสั้นบ้าจี้ตามข้อเสนอที่มุ่งเอาเงินเข้ากระเป๋าระยะสั้น แต่จะล่มจมเพราะนำเชื้อเข้าประเทศ ขณะนี้ไม่มีที่ใดที่จะปลอดภัยครับ ตราบใดที่ยังไม่มียามาตรฐานที่ใช้รักษา และไม่มีวัคซีนป้องกัน
สำหรับรายงานยอดตัวเลขล่าสุดจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การโควิด-19 หรือ ศบค. แถลงเปิดเผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยล่าสุดว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 3,065 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมเสียชีวิตแล้ว 57 ราย กลับบ้านเเล้ว 2,945 ราย (+14) และผู้ป่วยรักษาอยู่ 63 ราย
"คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรคตามประเทศต่าง ๆ ก็เป็นคนที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเชิงลึกได้ลึกกว่าและเร็วกว่าทางหน่วยงานภาครัฐ ในช่วงแรกของการระบาดจะพบเห็นได้ว่าทางภาครัฐมีการสื่อสารสังคมที่ไม่เท่าทันกับสถานการณ์ จึงทำให้เกิดสาธารณชนตั้งคำถามว่า 'ฉันจะเชื่อใครดีกว่า' "
รศ. นพ. ธีระเห็นว่าข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และเรื่องราวที่สื่อจากผู้ที่เผชิญสถานการณ์จริงคือสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปเชื่อถือการรายงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ดี เมื่อหน่วยงานภาครัฐเริ่มปรับตัวและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คนเริ่มให้ความสนใจ
"ในช่วงหลัง ๆ ที่ (หน่วยงานรัฐ) มีการรายงานเหตุการณ์เป็นรายวัน ก็ทำให้คนมีการรับรู้ว่ามีการรายงานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคิดว่ามาถูกทางแล้วในเรื่องของการรายงานสถานการณ์" นพ. ธีระ กล่าวทิ้งท้าย ไว้อย่างน่าสนใจ#เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน #ประเทศไทยต้องชนะ #โควิด19