เนชั่นทีวี

ข่าว

"ยาต้านมาลาเรีย" กินแล้วตายมากกว่าหาย "โควิด-19" ?

27 พ.ค. 2563 | thunwarat_tha

"ยาต้านมาลาเรีย" กินแล้วตายมากกว่าหาย "โควิด-19" ?

นอกจากการพัฒนาวัคซีนป้องกันแล้ว ขณะนี้ทั่วโลกก็กำลังเร่งค้นหายาที่ดีที่สุดเพื่อมารักษาโรคโควิด-19 ด้วย โดยหนึ่งในตัวยาที่ถูกจับตามากที่สุด ก็คือ "ไฮดรอกซีคลอโรควิน" ซึ่งเดิมทีเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย ไขข้ออักเสบ และแพ้ภูมิตัวเอง แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกประกาศว่า จำเป็นต้องระงับการทดสอบยาตัวนี้ในผู้ป่วยโควิด-19 ไว้ชั่วคราว เนื่องจากมีความกังวลในด้านความปลอดภัย

"ยาต้านมาลาเรีย" กินแล้วตายมากกว่าหาย "โควิด-19" ?


สาเหตุที่ทำให้องค์การอนามัยโลกกังวลมาจากผลการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลเกือบ 1 แสนคนทั่วโลกพบว่า ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาไฮดรอกซีคลอโรควินมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากขึ้นและยังพบอาการหัวใจเต้นผิดปกติด้วย โดยอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่ไม่ได้รับยาไฮดรอกซีคลอโรควินอยู่ที่ 9.3% แต่หากได้รับยา อัตราการเสียชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่ามาอยู่ที่ 18% และจะยิ่งสูงขึ้นอีกเป็น 23.8% หากได้รับยาไฮดรอกซีคลอโรควินควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ

"ยาต้านมาลาเรีย" กินแล้วตายมากกว่าหาย "โควิด-19" ?

เพราะฉะนั้นในปัจจุบันการทดสอบในกลุ่มผู้ป่วยเกือบ 3,500 คน ใน 17 ประเทศขององค์การอนามัยโลกจึงเหลือตัวยาที่นำมาใช้ทดลอง 3 ชนิด คือ เรมเดซิเวียร์ซึ่งเป็นยารักษาโรคอีโบลา โลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ซึ่งรักษาโรคเอดส์ และอินเตอร์เฟอรอนชนิดเบต้า-1เอที่ใช้รักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอ็มเอส ในขณะที่ไฮดรอกซีคลอโรควินต้องถูกระงับไว้ก่อนจนกว่าจะมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียง

"ยาต้านมาลาเรีย" กินแล้วตายมากกว่าหาย "โควิด-19" ?


ในช่วงที่ผ่านมามีหลายประเทศที่อนุมัติให้ทดลองใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินกับผู้ป่วยโควิด-19 แต่ส่วนใหญ่จะจำกัดเฉพาะกรณีการทดสอบทางคลินิกหรือใช้กับผู้ที่มีอาการหนักเท่านั้น แต่มีผู้นำประเทศอยู่อย่างน้อย 2 คนที่สนับสนุนให้ใช้ยาชนิดนี้ในวงกว้าง แม้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการยืนยันถึงประสิทธิภาพ นั่นคือ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ ปธน.ฌาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล ซึ่งทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลกในปัจจุบัน
สำหรับทรัมป์นั้นเขาเคยพูดว่าหากไฮดรอกซีคลอโรควินใช้ได้ผลดีก็จะเป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์และขอให้ชาวอเมริกันลองรับประทานดูโดยกล่าวว่าไม่มีอะไรเสียหาย จนทำให้ความต้องการพุ่งทะยาน และเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนจนผู้จำเป็นต้องใช้จริงๆ ไม่สามารถหาซื้อได้ และต่อมาทรัมป์ก็อ้างด้วยว่า เขาเองได้รับประทานยาตัวนี้เพื่อป้องกันติดเชื้อโควิด-19 นานประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ก็ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าทรัมป์กินยาไฮดรอกซีคลอโรควินจริงหรือไม่ หรือเป็นการพูดไปเพื่อเบี่ยงประเด็นเท่านั้น
ส่วนโบลโซนาโรที่เรียกโรคโควิด-19 ว่าไข้หวัดธรรมดาและคัดค้านมาตรการล็อกดาวน์แบบหัวชนฝาก็เชิดชูยาไฮดรอกซีคลอโรควินและงัดข้อกับรัฐมนตรีสาธารณสุขจนลาออกไปแล้ว 2 คน จนกระทั่งรักษาการรัฐมนตรีคนปัจจุบันยอมให้มีการใช้ไฮดรอกซีคลอโรควินในผู้ติดเชื้อที่มีอาการเพียงเล็กน้อยได้ด้วย โดยโบลโซนาโรระบุว่า แม้ยังไม่มีหลักฐานมายืนยันหนักแน่นแต่ในการทำสงครามกับไวรัส แนวทางไหนที่พอมีหวังก็ต้องลองทำไปก่อน นอกจากนี้แม้องค์การอนามัยโลกประกาศระงับการใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินชั่วคราว แต่ล่าสุดทางรัฐบาลบราซิลยืนยันว่าจะยังคงอนุญาตให้คนในประเทศรับประทานยาชนิดนี้ได้ต่อไป
ขณะที่ในประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วองค์การเภสัชกรรมเปิดเผยว่า ได้มีการสำรองและจัดหายาเพื่อนำมารักษาโรคจำนวน 7 ชนิด รวมถึงยาไฮดรอกซีคลอโรควิน 1 ล้านเม็ด และคลอโรควิน 1.8 ล้านเม็ด
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องย้ำก็คือ งานวิจัยที่องค์การอนามัยโลกอ้างอิงไม่ได้เป็นการสรุปทันทีว่า ยาไฮดรอกซีคลอโรควินไม่ได้ผลในการรักษาโรคโควิด-19 อย่างสิ้นเชิง แต่จำเป็นต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมมายืนยันมากกว่านี้ โดยเฉพาะการทดสอบทางคลินิกที่มีการให้ยาจริงเทียบกับยาหลอกในกลุ่มควบคุม

"ยาต้านมาลาเรีย" กินแล้วตายมากกว่าหาย "โควิด-19" ?


ในประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทำการทดสอบประสิทธิภาพยาไฮดรอกซีคลอโรควินว่าจะมีฤทธิ์ในการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่ ด้วยการให้บุคลากรการแพทย์กว่า 40,000 คนทั่วโลกที่มีความเสี่ยงสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยแต่ยังไม่ติดเชื้อทดลองรับประทานยาเป็นเวลา 3 เดือน และคาดว่าจะได้ทราบผลกันภายในสิ้นปีนี้
องค์การอนามัยโลกระบุว่า การทบทวนประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ เพราะฉะนั้น การที่ผู้นำบางประเทศซึ่งไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ออกมาส่งเสริมให้ประชาชนรับประทานยาชนิดนี้ นอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ยังทำให้ถูกตั้งคำถามถึงภาวะผู้นำด้วย ว่าหากเกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น พวกเขาจะรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของตัวเองหรือไม่

ข่าวล่าสุด