เนชั่นทีวี

ข่าว

บาป.! กรรม กำลังไล่ล่า "แม่ปุ๊ก"

27 พ.ค. 2563 | jiradej

บาป.! กรรม กำลังไล่ล่า "แม่ปุ๊ก"

จากคดีสะเทือนขวัญ และเป็นเรื่องราวที่ประชาชนทั่วประเทศให้ความสนใจ คงหนีไม่พ้นคดี น.ส.นิษฐา วงวาล หรือแม่ปุ๊ก อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาวางยา "น้องอมยิ้ม" วัย 4 ขวบ และ "น้องอิ่มบุญ" วัย 2 ขวบ กระทั่งต่อมา "น้องอมยิ้ม" ได้เสียชีวิตลง ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เพียงแค่สร้างกระแสให้สังคมเกิดความสงสาร และหวังที่จะได้รับเงินบริจาคจากชาวบ้านที่ใจบุญ

ทั้งนี้ เมื่อเรื่องราวดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เข้ามาสืบสวนหาเบาะแส พร้อมกับตีแผ่ความจริงที่เกิดขึ้น จนทำให้คนไทยทั้งประเทศ ได้รับรู้และรับทราบความจริงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ"แม่ปุ๊ก" บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น แม่แท้ๆ ของน้องอิ่มบุญ ที่ได้นำชีวิตของลูกหากินเพื่อแลกกับเงิน มาบัดนี้.! สิ่งที่เขาจะต้องเผชิญนับจากนี้ไป ก็คือ บาป..! ที่ "แม่ปุ๊ก" ได้กระทำไว้ และจะต้องก้มหน้าชดใช้กรรม.! ที่ตัวเองนั้นได้ก่อขึ้นมา
สำหรับอาการของ "น้องอิ่มบุญ" นั้น ซึ่งได้รับการยืนยันจาก นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยระบุว่า ขณะนี้ "น้องอิ่มบุญ" อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน และ "น้องอิ่มบุญ" มีสุขภาพดี ทานอาหารได้ โดยจะต้องไปพบแพทย์ตามที่ได้มีการนัดหมายไว้ ส่วนอนาคตของ "น้องอิ่มบุญ" ทางเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องประชุมหารือกันอีกครั้ง และขณะนี้ทางครอบครัวโดยเฉพาะ ตา หรือ ยาย ยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ เพราะต้องอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งของศาล
อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีสะเทือนใจที่เกิดขึ้น หากไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ก็จะพบว่า น้องอิ่มบุญ เข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาลครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 13-23 มกราคม 2563 ในหอผู้ป่วยพิเศษ โดยน้องมีอาการอาเจียนเป็นเลือด และเมื่อซักประวัติจาก "แม่ปุ๊ก" ทำให้ทราบว่า เมื่อ 10 วันก่อนที่จะเข้ามารักษาอาการ "แม่ปุ๊ก" ได้พาตัวน้องฯ เข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี โดยน้องฯ มีการอาเจียนเป็นเลือด หลังจากกินปลาหมึกย่าง

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลฯ ได้ซักประวัติ พร้อมกับตรวจอาการเพิ่มเติม และส่องกล้องหาสาเหตุที่อาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำ ที่บริเวณหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร โดยพบว่ามีการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร แพทย์จึงทำการรักษาจนอาการดีขึ้น
กระทั่งวันที่ 23 มกราคม 2563 น้องมีอาการทรุดลงอีก ในลักษณะเดิม คือ ปวดท้องกะทันหัน อาเจียนเป็นเลือด ปากบวมอุจจาระเหลวสีดำ ซึ่งถือว่าอาการอยู่ในระดับวิกฤต แพทย์จึงต้องย้ายน้องเข้ามารักษาที่ห้องไอซียู จากนั้นได้ทำการส่องกล้องซ้ำไปที่กระเพาะอาหาร ซึ่งตรงนี้เองแพทย์พบว่า มีแผลอักเสบรุนแรง และเริ่มสงสัยว่า "น้องอิ่มบุญ" น่าจะได้รับสารกัดกร่อนเข้ามาในร่างกาย
ทีมแพทย์จึงทำการรักษาไปจนถึงต้นเดือนเมษายน จนน้องออกจากห้องไอซียู. กลับมารักษาที่หอผู้ป่วยพิเศษ และเมื่อออกมาได้ไม่นาน อาการของน้องก็ดีขึ้นและทรุดลงอีก สลับกันไปมา ด้วยเหตุนี้ทีมแพทย์เริ่มสงสัยอาการที่ไม่สอดคล้องกับการรักษา และเริ่มจำกัดการเข้าเยี่ยม ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้ามาเยี่ยม ประกอบกับเวลาที่ "แม่ปุ๊ก" เข้าเยี่ยม ก็จะมีแพทย์คอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอดเวลากระทั่ง วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 น้องอิ่มบุญ ก็อาการดีขึ้น และกำลังจะเตรียมตัวกลับ โดยแพทย์จึงได้แจ้งกับ "แม่ปุ๊ก" เพื่อประวิงเวลาว่า อยากให้น้องอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อดูอาการอีกระยะหนึ่ง ขณะที่แพทย์อีกทีม ได้เดินทางไปประสานกับทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้มารับตัวน้อง ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 โดยอาการของน้องอิ่มบุญ หลังออกจากโรงพยาบาล ก็จะมีภาวะแทรกซ้อน มีอาการเสียงแหบ เหนื่อยง่ายเวลาเล่น เพราะปอดเกิดการอักเสบ ซึ่งจากนี้จะมีการผ่าตัดที่คอ เพื่อรักษาอาการต่อไปอย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ในระหว่างที่แพทย์ทำการรักษา "น้องอิ่มบุญ" แม่ปุ๊กจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และเป็นป้อนอาหารให้กับน้องเกือบทุกครั้ง เพราะน้องอิ่มบุญเป็นผู้ป่วยเด็ก ส่วนแนวทางการสืบสวนของทีมแพทย์ ซึ่งได้ระบุว่า หากการป่วยของน้องอิ่มบุญ เกิดจากอาการแพ้ ซึ่งไม่ได้รับเชื้อแล้ว อาการก็จะทุเลาลงและหายไป
แต่ปรากฏว่า ในกรณีของน้องอิ่มบุญ และน้องอมยิ้ม ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้รับอาหารที่ทำให้มีอาการแพ้แล้ว แต่ในทางตรงกันข้ามเด็กทั้งสอง ก็ยังคงมีอาการป่วย และอาการกลับทรุดหนักลงเรื่อยๆ ทำให้คณะแพทย์ต่างลงความเห็นว่า อาการดังกล่าวน่าจะเกิดจากการแพ้สารเคมีบางชนิด ที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน และเกิดขึ้นเฉพาะจุดของร่างกาย บริเวณที่เป็นระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปาก ไปจนถึง กระเพาะอาหาร

ขณะที่ในส่วนของน้องอมยิ้ม นั้น น้องได้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 มีการรักษาอยู่ประมาณ 8 เดือน ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 12 สิงหาคม 2562 โดยมีการเข้าออกโรงพยาบาลรวม 7 ครั้ง มีอาการเหมือน "น้องอิ่มบุญ" เกือบทุกประการ โดยน้องอมยิ้ม จะมีอาการเลือดออกจากทางเดินอาหาร ทำให้ต้องสอดกล้องเข้าไปตรวจสอบในกระเพาะอาหาร ซึ่งพบว่ามีอาการอักเสบ และช้ำตามเยื่อบุต่างๆ และมีความดันโลหิตสูงมากจนผิดปกติ จากนั้นน้องอมยิ้ม ก็เสียชีวิตด้วยภาวะตับและไตวาย
ทั้งนี้ เมื่อทำการสอบสวนโรค โดยมีการนำตัวอย่างที่พบไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มักกินยาล้างห้องน้ำ เพื่อฆ่าตัวตาย คณะแพทย์ก็พบสารเคมีกัดกร่อนในลักษณะเดียวกัน โดยจะมีลักษณะแผลใกล้เคียงกับบาดแผลของน้องทั้งสองคน จึงทำให้เชื่อได้ว่า น้องทั้งสองอาจถูกวางยา
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบปากคำ และคำให้การของ "แม่ปุ๊ก" ซึ่งได้ระบุว่า เด็กเสียชีวิตเป็นความผิดของแพทย์ โดย "แม่ปุ๊ก" ยอมรับเพียงข้อหาฉ้อโกงประชาชน ในการรับสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนเรื่องที่ทำให้เด็กเสียชีวิต 1 คน และอีก 1 คนป่วยนั้น เจ้าตัวระบุว่า เป็นความผิดในการรักษาอาการของแพทย์
จากการสอบสวน ทำให้ทราบว่ามีการทำร้ายร่างกายเด็ก เพื่อหวังให้คนสงสาร และโอนเงินบริจาค ตำรวจจึงพิจารณาแจ้งข้อหาฐานค้ามนุษย์กับ "แม่ปุ๊ก" สำหรับเงินบริจาคกว่า 20 ล้านบาท ถูกโอนออกจากบัญชีทั้งหมด ซึ่งตำรวจกำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา รวมทั้งหากมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องก็จะดำเนินการตามกฏหมายต่อไปขณะที่ พล.ต.ท.ธวัชชัย เมฆประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ปฏิบัติราชการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณัฏฐ์ บุรณศิริ นักวิทยาศาสตร์ (สบ.4) กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ ได้ออกมาระบุว่า พนักงานสอบสวนฯ ได้ส่งขวดยาพลาสติก 15 ขวด มาที่กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ. เพื่อตรวจหาดีเอ็นเอ. และลายนิ้วมือ ซึ่งการตรวจจะบันทึกสภาพหีบห่อ สลากบรรจุ เก็บดีเอ็นเอ.ที่ภาชนะ เพื่อยืนยันว่าใครเป็นผู้จับต้อง หรือสัมผัสขวดยาบ้าง หรือมีการใช้เพื่อนำไปให้เด็กกินหรือไม่ ซึ่งลักษณะของขวดยาเขียนชื่อน้องอิ่มบุญ กำกับไว้ รวมทั้งมีป้ายชื่อยา และยาที่หลงเหลืออยู่ ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอ. บุคคลของ น.ส.นิษฐา และน้องอิ่มบุญ มาเทียบเคียงเท่านั้นพล.ต.ท.ธวัชชัย กล่าวด้วยว่า ทางกลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ จะตรวจเฉพาะภาชนะหีบห่อเท่านั้น โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 3 วัน หลังจากนั้นจะส่งให้ผู้ชำนาญเฉพาะของกระทรวงสาธารณสุข ตรวจหาชนิดของยาที่บรรจุภายในตำรับยาจะว่าเป็นยาชนิดใด ใช้รักษาอาการอะไร และตรงกับฉลากที่ติดไว้หรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ต้องไปหาต่อว่า ใครเป็นผู้จ่ายยา และมาจากที่ใด

ข่าวล่าสุด