นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้พิจารณาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท โดยเห็นชอบร่างสัญญาที่กองทัพเรือ (ทร.) จะลงนามร่วมกับกลุ่มบีบีเอส ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ หรือ BA บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS และบมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น หรือ STEC ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยเสนอราคาผลตอบแทนให้กับรัฐสูงสุด 3.05 แสนล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้จะนำผลดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ และจะสามารถลงนามสัญญาร่วมกับกลุ่มบีบีเอส ได้ภายในต้นเดือนมิ.ย. 2563 โดยตั้งเป้าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566
ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มีความสำคัญเพราะเป็นกระดูกสันหลังของอีอีซี ตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการคัดเลือกเอกชน มีเรื่องการฟ้องร้องมาตลอดทำให้ใช้ระยะเวลานานถึง 12 เดือน ซึ่งยืนยันว่าคณะกรรมการคัดเลือกฯทำงานด้วยความโปร่งใส และยังตอบข้อสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลนำงบประมาณมาลงทุนในอีอีซีไม่ลงทุนพื้นที่อื่น พบว่าผลจากการดำเนินโครงการหลักของอีอีซีทั้ง 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่จะใช้งบประมาณลงทุน 1.17 แสนล้านบาท และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ที่รัฐได้รายได้มาพัฒนา 3.05 แสนล้านบาท เท่ากับว่าการดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ ทำให้ยังมีเงินเหลือลงทุนเพื่ออนาคตอีก 1.88 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามทั้ง 2 โครงการคือรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ทางนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทั้ง 2 โครงการต้องมีการทำงานที่เชื่อมโยงกัน แม้จะเป็นกลุ่มเอกชนคนละรายเข้ามาดำเนินการ ดังนั้นจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อมาดูความเชื่อมโยงของทั้ง 2 โครงการให้เกิดขึ้นพร้อมกัน และหลังจากที่มีการลงนามสัญญาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 1ชุด ขึ้นมาบริหารโครงการก่อสร้าง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้สอบถามกรณีผลกระทบโควิด-19 ที่มีต่ออุตสาหกรรมการบิน ซึ่งคาดว่าการขนส่งคนจะฟื้นตัวภายใน 2 ปี หรือมีการใช้สนามบินทั้งดอนเมือง และสุวรรณภูมิ กลับมาหนาแน่นเหมือนเดิม ดังนั้นกว่าสนามบินอู่ตะเภาฯจะสร้างเสร็จในปี 2566 สถานการณ์ก็คลี่คลายและรองรับผู้โดยสารตามเป้าหมายได้ตามสถานการณ์ปกติ รวมถึงโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือเอ็มอาร์โอ ที่บมจ.การบินไทย ยังเป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก แม้ว่าขณะนี้การบินไทยจะเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการภายใต้พรบ.ล้มละลาย ก็ตาม เพราะเป็นโครงการที่จะทำกำไรให้การบินไทย ซึ่งทางกพอ.ก็ยังเสนอแนะถึงประโยชน์ที่การบินไทยจะได้รับในโครงการนี้ตามแผนฟื้นฟูด้วย และแม้ว่าแอร์บัส จะไม่เข้าร่วมโครงการ แต่ก็สามารถหาผู้ร่วมทุนรายอื่นๆ ที่ขณะนี้มี 3-4 รายสนใจเข้ามาลงทุนร่วม ส่วนสาเหตุที่บอกว่าการบินไทยจะได้กำไรจากโครงการนี้ เพราะการบินไทยไม่ต้องลงทุน แต่เป็นผู้เช่าและดำเนินกิจการ ส่วมโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคเอกชน
ด้านพลเรือตรีเกิรกไชย วจนาภรณ์ เลขานุการและคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยืนยันว่าโครงการนี้ มีความโปร่งใส และคณะกรรมการคัดเลือกฯดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุด โดยตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 2561 ทางคณะกรรมการฯคัดเลือกเชิญชวนเอกชนสนใจมาร่วม มีเอกชนสนใจซื้อซอง 42 ราย เป็นต่างชาติ 18 ราย ไทย 24 ราย และวันที่ 1 มี.ค. 2562 กำหนดให้ยื่นซองเอกสาร มี 3 กลุ่มราย ที่สนใจมายื่น คือ กลุ่มบีบีเอส กลุ่มแกรนด์คอนโซเตียม และกลุ่มธนโฮลดิ้ง แต่ก็เกิดเหตุการณ์ข้อเสนอบางส่วนของรายที่ 3 มาไม่ทัน ทางด้านคณะกรรมการคัดเลือกฯไม่รับ และเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องจนถึงศาลปกครองสูงสุดตัดสินกลับให้รับซองของกลุ่มธนโฮลดิ้ง
ทั้งนี้ เมื่อรับก็ดำเนินการตามคำติดสิน และเข้าสู่กระบวนการประเมินมี 4 ซอง คือ ซองคุณสมบัติทั่วไป ซองเทคนิค ซองราคา และซองอื่นๆ โดยซองที่ 1-2 ผ่านทั้ง 3 ราย เมื่อเปิดซอง 3 คือราคา กลุ่มบีบีเอสเสนอดีสุด ประมาณ 3.05 แสนล้านบาท จึงเปิดซอง 4 เฉพาะของกลุ่มบีบีเอส เมื่อเปิดแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องร่างสัญญา ทางคณะกรรมการฯคัดเลือกจึงดำเนินการเรียกมาจัดทำร่างสัญญาและร่างเทคนิค โดยร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นคณะทำงาน ได้มีการเจรจารวม 19 ครั้ง แล้วนำเข้าคณะกรรมการคัดเลือกฯได้เห็นชอบร่างสัญญาและเจรจาส่งให้อัยการสูงสุดวันที่ 17 เม.ย. 2563 และใช้ระยะเวลาพิจารณา 2 สัปดาห์ ส่งคืนมายังกองทัพเรือวันที่ 13 พ.ค. 2563 และวันที่ 14 พ.ค. 2563 คณะกรรมการคัดเลือกฯประชุม พร้อมด้วยข้อสังเกตุอัยการสูงสุด และเชิญเอกชนมาคุย ซึ่งยอมรับในหลักการพร้อมทั้งข้อสังเกตุของอัยการทั้งหมด จึงส่งเรื่องมายังบอร์ดอีอีซีพิจารณาวันที่ 21 พ.ค. 2563