ด้าน นายธนาธร กล่าวว่า ทำไมเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ ถึงไม่ได้รับการชำระ ทำไมเราไม่ยอมรับง่ายๆว่า รัฐปราบปราบประชาชนแบบนี้ไม่ได้ ตนรู้สึกโกรธมาก เราจะปล่อยให้สิ่งอย่างนี้เกิดขึ้นอีกหรือเปล่า สำหรับรัฐสมัยใหม่คนตาย คนเจ็บขนาดนี้ โดยไม่รู้ใครทำ มีการคนยิงกลางเมือง แต่สังคมไม่รู้ใครเป็นผู้กระทำนี่คือความล้มเหลวของรัฐ ความล้มเหลวกระบวนการยุติธรรม พูดเรื่องความยุติธรรม ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การเป็นประชาธิปไตย ถามว่าอะไรต้องเกิดก่อน คำตอบคือ ต้องทำทั้ง 3 เรื่องนี้พร้อมกัน นี่คือเครือข่ายกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เราพูดเรื่องกระบวนการยุติธรรมโดดๆ ไม่ได้ ต้องพูดเรื่องใจกลางปัญหาด้วยว่า อำนาจเป็นของใคร และสำหรับข้อเสนอหลักๆ ที่จะเดินก้าวไปข้างหน้าและปลดวิกฤตความขัดแย้งได้ คือ 1. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อย่าให้มีการประวิงเวลา อย่าให้มีการใช้เทคนิคทางกฎหมาย ทำให้กลุ่มคนที่มีส่วนร่วมในการปราบปรามประชาชนทุกกลุ่มรอดพ้นเงื้อมือกฎหมาย เพื่อที่จะไม่เกิด 14 ตุลาฯ, 6 ตุลาฯ, พฤษภาฯ 35, พฤษภาฯ 53 ซ้ำอีก โดยที่หลังเหตุการณ์มักมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม อ้างว่าเพื่อไม่ให้ประชาชนที่ร่วมเหตุการณ์ต้องติดคุก หรือมีการดำเนินคดีโดยเลือกปฏิบัติ ใช้เทคนิคกฎหมายประวิงเวลาเพื่อปกป้องผู้กระทำผิด คณะก้าวหน้าเรียกร้องให้มีการดำนินคดีตามกฎหมายในทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต้องได้รับความเป็นธรรม ต้องมีการไต่สวนหาตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบ และชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม "2. ปฏิรูปกองทัพ ทำให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพให้ได้ กองทัพต้องไม่สามารถสั่งเคลื่อนกำลังพลเองได้หากปราศจากการยินยอมของรัฐบาลพลเรือน กองทัพต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ และการดูแลการชุมนุม ต้องไม่ใช้กำลังทหารเป็นกำลังหลัก รวมถึงไม่มีการใช้อาวุธสงครามกับผู้ชุมนุม นอกจากนี้ยังต้องจัดวางโครงสร้างและความคิดอุดมการณ์ของกองทัพให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนด้วย และ 3. เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล ทำเรื่องต่างๆ ให้เป็นสาธารณะ คนพูดคุยอย่างสันติ เอาข้อเท็จจริงมาถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล การจดจำและพูดถึงประวัติศาสตร์นองเลือด ไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ รื้อฟื้นความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีการสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมถึงความสูญเสียจากในอดีต เมื่อสังคมจดจำถึงความเลวร้ายของการสังหารประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น เราจึงจะสามารถสร้างความรู้สึกร่วมที่มีพลังมากพอจะเรียกร้องป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต" ธนาธร กล่าว นอกจากนี้ นายวิญญู ซึ่งวีดีโอคอลมาร่วมเสวนา กล่าวว่า กระแสแฮชแท็ก #ตามหาความจริง มาแรงมาทางโซเชียล ทำให้ตนรู้สึกดีที่เรื่องเหตุการณ์ความรุนแรงนี้คนไม่มองข้าม เพราะทุกคนที่ทราบเรื่องราวนี้ย่อมสะเทือนใจ เพราะเหตุการณ์นี้ได้ทำให้เขาตาสว่าง ว่าเขาอยู่ในสังคมที่รัฐเองก็สามารถทำร้ายประชาชนได้เหมือนกัน ตื้นตันใจที่คนให้ความสนใจกับแฮชแท็กนี้ มีการพูดถึง และส่งต่อความจริงต่างๆ กันมากมาย ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือไม่ควรจบแค่เดือนนี้ ควรเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง เรียกร้องกับภาคประชาชนให้ความจริงเสนอออกมา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวต้องนำมาลงโทษ เป็นสิ่งที่ประชาชนสมควรได้รับ ใครทำผิดกฎหมาย ทำร้ายประชาชนต้องรับผิดชอบ เหตการณ์ปี 2553 คนถูกทำร้ายร่างกาย คนถูกสังหารเยอะ ไม่อยากเชื่อว่าตนโตมาในประเทศที่ปล่อยให้มีคนถูกสังหารกลางเมืองเยอะขนาดนี้ ครั้งนั้นเป็นสิ่งที่เปิดตาตนอย่างมาก และสำหรับความจริงที่ถูกเปิดเผยขึ้นมา ที่สะเทือนใจมาก และต้องขอบคุณทุกคนช่วยกันนำเสนอ ข้อมูล ข้อเท็จจริงตามแฮชแท็กนี้ ก็คือกรณาผู้เสียชีวิตวัดปทุมวนาราม เราทราบว่ามีผู้ถูกยิงเสียชีวิต แต่ที่ตกใจคือในร่างผู้เสียชีวิตนั้น ถูกยิงถึง 11 นัด ซึ่งเหลือเชื่อมาก ที่ผู้ติดอาวุธทำกับผู้บริสุทธิ์แบบนี้ ทำกับผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้ขนาดนี้