เนชั่นทีวี

ข่าว

"เมียพัน คำกอง"ลุ้นฟังคำสั่งอุทธรณ์คดีฟ้อง 2 ทหารสั่งกราดยิงปี53

14 พ.ค. 2563 | somsakul_sai

"เมียพัน คำกอง"ลุ้นฟังคำสั่งอุทธรณ์คดีฟ้อง 2 ทหารสั่งกราดยิงปี53

"เมียพัน คำกอง" เหยื่อเหตุสลายการชุมนุม นปช.ปี 53 ลุ้นศาลอุทธรณ์นัดฟังคำสั่งฟ้อง 2 นายทหารสั่งยิงกราดรถตู้ย่านราชปรารภ หลังจากเลื่อนมาจาก 21 เม.ย. เหตุเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาด

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายนางหนูชิต คำกอง ภรรยาของนายพัน คำกอง อาชีพขับรถแท็กซี่ ชาวจังหวัดยโสธร ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่ยื่นฟ้อง พ.อ.วรการ ฮุ่นตระกูล และ พ.ท.เสริมศักดิ์ คำละมูล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บังคับบัญชาและขั้นตอนคำสั่งปฏิบัติของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 13 ก.ย.62 เเละศาลอาญามีคำสั่งวันเดียวกันว่าไม่รับฟ้องโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นนายทหารประจำการร่วมกันกระทำความผิดกับพลเรือนซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองซึ่งอ้างว่าเป็นพลเรือนนั้นเป็นบุคคลใด ดังนั้นคดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะรับไว้พิจารณาจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

ต่อมาวันที่ 4 ต.ค.62 ตนได้ยื่นอุทธรณ์ ยืนยันว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์บรรยายไว้ชัดเจนแล้วว่าในการปฏิบัติตามคำสั่งของ ศอฉ. ได้มีการสั่งให้ใช้กำลังตำรวจและพลเรือนเข้าร่วมปฏิบัติการดำเนินการปิดล้อมและสกัดกั้นผู้ชุมนุมกับกำลังของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร จนเป็นเหตุให้นายสมร ไหมทองได้รับบาดเจ็บสาหัส และนายพัน คำกอง สามีของโจทก์เสียชีวิต และยังได้บรรยายฟ้องไว้อีกว่าจำเลยที่ 1และ2และพลเรือนซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดได้ใช้จ้างวานหรือร่วมกันกระทำความผิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการใช้เส้นทางคมนาคมบริเวณถนนราชปรารภ ตั้งแต่ถนนราชปรารภตั้งแต่สี่แยกประตูน้ำถึงสี่แยกมักกะสันโดยจำเลยที่ 1 เเละ2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาที่วางกำลังอยู่บริเวณดังกล่าวและมีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาต้องยึดถือแนวทางและขั้นตอนตามคำสั่งปฏิบัติการที่ 1/53-ศอฉ. อย่างเคร่งครัด การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่นั้นอนุญาตให้กระทำต่อเป้าหมายที่มุ่งประทุษร้ายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่านั้น การยิงจะต้องกระทำที่จำเป็นสมควรแก่เหตุและไม่มุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเป้าหมาย แต่พวกจำเลยกลับได้ควบคุมสั่งการหรือปล่อยให้ทหารซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาใช้อาวุธปืนเล็กกลที่ใช้ในราชการสงครามระดมยิงใส่รถยนต์ตู้คันหมายเลขทะเบียน ฮค 8561 กรุงเทพมหานครซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับขี่มาตามถนนราชปรารภ โดยเจตนาฆ่าโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงการกระทำเป็นเหตุให้นายสมรไหมทอง ถูกกระสุนปืนที่ระดมยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และทำให้นายพัน คำกองสามีของโจทก์ขณะยืนอยู่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียมย่านถนนราชปรารภ ถูกกระสุนปืนเล็กกลยิงเข้าที่หน้าอก ใต้ราวนมแฉลบไปถูกต้นแขนซ้ายและเส้นเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ดังนั้นเหตุคดีนี้เป็นกรณีที่ทหารร่วมกระทำความผิดกับพลเรือนและยังไม่ทราบว่าพลเรือนนั้นเป็นใครคดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลพลเรือน โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลอาญา ดังนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จึงขอศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องต่อไป โดยคดีนี้เดิมศาลนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา เเต่เนื่องจากช่วงโรคระบาดโควิด-19 จึงทำให้การนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์เลื่อนออกไปจนกว่าจะได้รับหมายเเจ้งจากศาลอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด