"การปลูกป่า" ที่ได้มากกว่า "ป่า"แต่การมีส่วนร่วมจะเกิดความรักและหวงแหนต้นไม้ที่ตนเองปลูกและร่วมกันดูแลรักษา ตลอดจนได้รับประโยชน์จากป่าที่ปลูก พร้อมกับรณรงค์ สร้างจิตสำนึก สร้างความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline
นางนันทนา บุณยานันต์ โฆษกกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้เตรียมวางแผนฟื้นฟูป่าภาคเหนือที่ถูกไฟไหม้รวมถึงการเชิญชวนให้ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมกันปลูกต้นไม้พร้อมกันทั่วประเทศโดยเชิญชวนให้ประชาชนเริ่มปลูกตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติเป็นช่วงต้นฤดูฝนมีความเหมาะสมกับการปลูกป่าต้นไม้มีโอกาสรอดตายสูง


ซึ่งในปี 2563 กรมป่าไม้มีแผนการเพาะชำกล้าไม้สำหรับแจกให้ประชาชนปลูกทั่วประเทศจำนวน 79 ล้านกล้า โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้มีกล้าไม้พร้อมแจกทั่วประเทศ จำนวน 10 ล้านกล้า และการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่าภาคเหนือที่ถูกไฟไหม้เป็นการ "ปลูกป่าประชาอาสา"ซึ่งมิได้ใช้งบประมาณปกติสำหรับการปลูกป่าแต่อย่างใด"การปลูกป่าประชาอาสา"ในครั้งนี้มิได้คำนึงเพียงมุ่งจะเพิ่มพื้นที่ป่าเท่านั้นแต่การที่ประชาชนในพื้นที่มามีส่วนร่วมปลูกป่า จะเกิดความรักและหวงแหนต้นไม้ที่ตนเองปลูกและร่วมกันดูแลรักษา ตลอดจนจะได้รับประโยชน์จากป่าที่ปลูก


ดังนั้นกรมป่าไม้ได้กำหนดตามหลักวิชาการให้มีการปลูกต้นไม้2 กลุ่ม คือชนิดไม้ท้องถิ่นเป็นไม้โครงสร้าง หรือชนิดไม้ที่เคยขึ้นอยู่เดิมในแต่ละพื้นที่ที่เป็นไม้เบิกนำโตเร็ว และชนิดไม้ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ หมายถึงชนิดไม้ยืนต้น ไม้ขนาดกลาง หรือไม้พุ่ม รวมถึงไม้ไผ่ที่ชุมชนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนด้านบริโภคไม้ใช้สอย ไม้พลังงาน (กิ่ง ก้าน ไม่ตัดต้น)และสมุนไพรโดยให้พิจารณาคัดเลือกชนิดให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่และตรงตามความต้องการของชุมชน

โฆษกกรมป่าไม้กล่าวต่อว่าการเกิดไฟป่าในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์จุดไฟเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น การหาของป่า การล่าสัตว์ หรือการลุกลามจากการเผาในพื้นที่เกษตรและรวมถึงการจุดไฟเผาป่าเพื่อหวังผลการขยายพื้นที่ครอบครองการใช้ประโยชน์ สืบเนื่องจากปีนี้ในพื้นที่ป่าภาคเหนือที่ถูกไฟไหม้นั้นจากข้อมูลสถิติการปฏิบัติควบคุมไฟป่าของหน่วยดับไฟป่ากรมป่าไม้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 พบว่าพื้นที่เผาไหม้ส่วนใหญ่ จำนวน 56,704 ไร่(ข้อมูลเดิม ณ วันที่ 19 เมษายน 2563 มีจำนวน 55,266 ไร่) อยู่ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือและจากการแปลพื้นที่เผาไหม้จากภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง (Sentinel-2) ของ


สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้พบพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศ จำนวน 36.07 ล้านไร่พื้นที่เผาไหม้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตป่า จำนวน 18.69ล้านไร่พื้นที่เผาไหม้ในเขตป่า (อยู่ในความรับผิดชอบของ ปม. และ อส.) จำนวน 17.38 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 9.68 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่เผาไหม้ในป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวส่วนใหญ่ จำนวน 6.14 ล้านไร่ อยู่ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พื้นที่เผาไหม้แต่ละพื้นที่จะมีระดับความรุนแรงไม่เท่ากันซึ่งมีอยู่3 ระดับ คือ รุนแรงมาก ปานกลาง และเล็กน้อย สำหรับพื้นที่เผาไหม้ที่มีความเสียหายระดับรุนแรงต้องเร่งปลูกฟื้นฟูป่าโดยเร็วซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ที่จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูป่าที่ถูกไฟไหม้ใน9 จังหวัดภาคเหนือมีจำนวนประมาณ49,000ไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถฟื้นสภาพได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ ป่าดิบแล้งป่าดิบเขา ป่าสนเขา และรวมถึงพื้นที่บุกรุกแผ้วถางที่มีการเผาร่วมด้วย แต่เนื่องจากในปีงบประมาณ2563 กรมป่าไม้มิได้ตั้งงบประมาณในการปลูกพื้นฟูรองรับไว้



จึงได้เชิญชวนให้มีการปลูกป่าในรูปแบบประชาอาสาสำหรับพื้นที่ที่เหลือเป็นพื้นที่เผาไหม้ระดับปานกลาง และเล็กน้อย จำนวน 6.09 ล้านไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติโดยจัดเจ้าหน้าที่คอยลาดตระเวนตรวจตราเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีผู้บุกรุกเข้ามายึดถือครอบครองในพื้นที่ไฟไหม้ดังกล่าวได้สำหรับการจัดกิจกรรมปลูกฟื้นฟูป่าในพื้นที่ถูกไฟไหม้ของจังหวัดเชียงใหม่ทางจังหวัดมอบหมายให้นายอำเภอเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่ร่วมกันปลูกป่าประชาอาสา โดยกำหนดวันดีเดย์ เริ่มปลูกในวันที่21 พฤษภาคม 2563 การจัดกิจกรรมปลูกป่าในครั้งนี้ภายใต้"โครงการรวมใจไทยปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวจังหวัดเชียงใหม่" โดยในส่วนของกรมป่าไม้เตรียมกล้าไม้สนับสนุนการปลูกป่าประชาอาสาจังหวัดเชียงใหม่จำนวน1 ล้านกล้าการปลูกป่าประชาอาสาในพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้รูปแบบการปลูกจึงเป็นการปลูกเสริมตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นในพื้นที่ที่ถูกทำลายหรือเสียหายจากไฟป่าอย่างรุนแรง นอกจากนี้การเข้าไปปลูกเสริมป่าโดยวิธีประชาอาสาตามโครงการนี้เป็นการรณรงค์ สร้างจิตสำนึก สร้างความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกันโดยที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากพรรณไม้โดยไม่ต้องตัดต้นไม้จะเป็นแนวทางในการป้องกันรักษาป่าอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปัจจุบันการปลูกฟื้นฟูป่าของกรมป่าไม้โดยใช้งบประมาณปกตินั้นมีกระบวนการที่โปรงใสตรวจสอบได้ ดังจะเห็นได้จากคำสั่งกระทรวงฯที่ 15/2562แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการปลูกป่าระดับพื้นที่เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการปลูกฟื้นฟูป่า ซึ่งมีท่านรองกอ.รมน.จังหวัด เป็นประธาน และมี ทสจ. นายอำเภอท้องที่ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เป็นกรรมการโดยเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน


ดังนั้นพื้นที่ที่จะนำมากำหนดเป็นเป้าหมายปลูกป่าต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองว่ามีความเหมาะสมในการปลูกฟื้นฟูและต้องกำหนดแผนงานเพื่อเสนอของบประมาณมาปลูกล่วงหน้า ในปัจจุบันกรมป่าไม้ไม่เน้นการปลูกเองโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้แต่จะสนับสนุนกล้าไม้ให้ประชาชนปลูกในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในพื้นที่ คทช. และพื้นที่ สปก.


ดังนั้นพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ในปี 2563 หากจะกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายเพื่อของบประมาณปกติมาปลูกตามตารางการของบประมาณจะได้งบมาปลูกในปี2563 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปลูกป่าประชาอาสาตลอดจนการเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมสนันสนุนชุมชนในการปลูกฟื้นฟูป่าที่ได้รับการเสียหายในครั้งนี้หากเราเริ่มปลูก ณวันนี้พื้นที่ป่าที่ได้รับความเสียหายก็จะเป็นพื้นที่สีเขียวได้เร็ววันดังตัวอย่างผลงานการปลูกฟื้นฟูป่าตามหลักวิชาการของกรมป่าไม้ที่ปลูกบริเวณหน่วยฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปลือยป่าภูขี้เถ้าและป่าภูเรือที่7 อำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย ปลูกเมื่อปี 2540 เนื้อที่ 170 ไร่ชนิดไม้ที่ปลูกต้นสัก นนทรีป่า ประดู่ป่า แดง แคนา ปัจจุบันเป็นป่าที่สมบูรณ์เชิงประจักษ์ตามภาพถ่ายทางอากาศ


แต่อย่างไรก็ตามการปลูกป่าบางพื้นที่ที่ไม่สำเร็จนั้นมีสาเหตุหลายปัจจัยเช่น ภัยแล้ง ไฟไหม้ป่าการบุกรุกพื้นที่ของผู้ครอบครองพื้นที่เดิม เป็นต้นทุกท่านคงเห็นแล้วว่าการที่มีบุคคลเพียงไม่กี่คนเป็นต้นเพลิงจุดไฟเผาป่าผลจากการกระทำก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร พรรณไม้และสัตว์ป่าได้รับความเสียหายพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบจากหมอกควันสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้รักและหวงแหนป่าต้องสูญเสียชีวิตเสียน้ำตา รวมถึงตอนนี้ทุกฝ่ายต้องลุกขึ้นมาช่วยกันปลูกพื้นฟู่ป่าเพื่อให้กลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวโดยเร็ว