นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า การยึดทรัพย์ ยังได้เรียนรู้จากต่างประเทศ ที่ไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ โดยใช้วิธีการประเมินรายได้ จากการค้ายาเสพติด นอกจากนี้ มั่นใจว่า หลังจากมีการแก้กฎหมายเพิ่มรางวัลนำจับซึ่งจะมีผลในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การยึดทรัพย์และตัดวงจรยาเสพติดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งขอเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มหน่วยงานภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อดูแลกระบวนการธุรกรรมทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดที่มีจำนวนมากและซับซ้อน แต่ยอมรับว่าแม้ขณะนี้จะยึดทรัพย์ไม่ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าจะตัดวงจรยาเสพติดให้ค้ายาได้ยากขึ้น
ส่วน พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คณะทำงานสืบสวน ได้ทำการขยายผล เพื่อยึดทรัพทย์เครือข่ายยาเสพติด โดยมุ่งเน้นทำลายเครือข่าย ซึ่งจากทุกหน่วยร่วมมือกัน สามารถยึดทรัพย์สิน ได้จำนวน 2,000 รายการ มูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้านพร้อมที่ดิน 7 รายการ โรงงาน 1 รายการ เงินสด 25.9 ล้านบาท รถยนต์ 400 คัน จักยานยนต์ 300 คัน ทอง 600 รายการ ปืน 27 กระบอก และอื่นๆอีกกว่า 400 รายการ
พล.ต.อ.สุชาติ ยังกล่าวว่า จากการทำลายเครือข่ายยาเสพติด สามารถดำเนินคดีได้ 4 เครือข่าย รวมมูลค่า 74 ล้านบาท คือ เครือข่ายที่ 1 นายฟ้าใส ไชยะสิงห์ ชาวลาว จากการตรวจยึดไอซ์ 298 กิโลกรัม เครือข่ายที่ 2 นายสุภาพ แซ่ส้ง จากการตรวจยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด เครือข่ายที่ 3 นายอดิเรศ จริตงาม จากการตรวจยึดยาบ้า 3 แสนเม็ด และเฮโรอีน 800 กรัม และเครือข่ายที่ 4 mr.kum chee cheong จากการติดตามหลังนำทรัพย์สินจากการค้ายาเสพติดให้ น.ส.นันท์นภัส ยงค์วานิช